Parish
Bulletins
• สารวัดเซนต์จอห์น •

สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา ปี C

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2019

“จงเตรียมพร้อมไว้ เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย”
🔸 ลก 12:40 🔸
ข่าวดีวันอาทิตย์

• ลก 12:32-48 •

     32“ฝูงแกะน้อย ๆ เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะพระบิดาของท่านพอพระทัยจะประทานพระอาณาจักรให้แก่ท่าน  33จงขายทรัพย์สินของท่านและให้ทาน จงหาถุงเงินที่ไม่มีวันชำรุด จงหาทรัพย์สมบัติที่ไม่มีวันหมดสิ้นในสวรรค์ ที่นั่นขโมยเข้าไม่ถึงและแมลงขมวนไม่ทำลาย  34เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย

     35ท่านทั้งหลายจงคาดสะเอวและจุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้  36จงเป็นเสมือนผู้รับใช้ที่กำลังคอยนายกลับจากงานสมรส เมื่อนายมาและเคาะประตูจะได้เปิดรับ  37ผู้รับใช้เหล่านั้นเป็นสุข ถ้านายกลับมาพบเขากำลังตื่นเฝ้าอยู่ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะคาดสะเอวพาผู้รับใช้เหล่านั้นไปนั่งโต๊ะและจะรับใช้เขาด้วย  38ไม่ว่านายจะมาเวลาสองยามหรือสามยาม ถ้าพบผู้รับใช้กำลังทำเช่นนี้ ผู้รับใช้เหล่านั้นก็เป็นสุข  39พึงรู้ไว้เถิด ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะมาเวลาใด เขาคงไม่ปล่อยให้ขโมยงัดแงะบ้านของตน  40ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย”

     41เปโตรทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ตรัสอุปมานี้สำหรับพวกเราหรือสำหรับทุกคน”  42องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ใครเล่าเป็นผู้จัดการที่ซื่อสัตย์และรอบคอบซึ่งนายจะแต่งตั้งให้ดูแลผู้รับใช้อื่น ๆ เพื่อปันส่วนอาหารให้ตามเวลาที่กำหนด  43ผู้รับใช้คนนั้นเป็นสุข ถ้านายกลับมาพบเขากำลังทำดังนี้  44เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะแต่งตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของตน  45แต่ถ้าผู้รับใช้คนนั้นคิดว่า ‘นายจะมาช้า’ และเริ่มตบตีผู้รับใช้ทั้งชายและหญิง กินดื่มจนเมามาย  46นายของผู้รับใช้คนนั้นจะกลับมาในวันที่เขามิได้คาดหมาย ในเวลาที่เขาไม่รู้ นายจะแยกเขาออก ให้ไปอยู่กับพวกคนที่ไม่ซื่อสัตย์  47ผู้รับใช้ที่รู้ใจนายของตน แต่ไม่เตรียมพร้อมและไม่ทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนมาก  48แต่ผู้รับใช้ที่ไม่รู้ใจนาย แม้ทำสิ่งที่ควรจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย ผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ผู้นั้นก็จะถูกทวงกลับไปมากด้วย”

       หลังจากตรัสสอนอุปมาเรื่อง “เศรษฐีโง่” เพื่อชี้ให้เห็นอันตรายของการใช้ทรัพย์สมบัติในทางที่ผิดแล้ว (ลก 12:13-21) พระเยซูเจ้าทรงให้กำลังใจแก่ผู้ยากไร้หรือ “ฝูงแกะน้อย ๆ” ว่า “อย่ากลัวเลย เพราะพระบิดาของท่านพอพระทัยจะประทานพระอาณาจักรให้แก่ท่าน” (ลก 12:32)  พร้อมกับทรงแนะนำให้ “สะสมทรัพย์สมบัติที่ไม่มีวันหมดสิ้นในสวรรค์ ที่นั่นขโมยเข้าไม่ถึงและแมลงขมวนไม่ทำลาย” (ลก 12:33)

       ที่ทรงแนะนำเช่นนี้เพราะในสมัยของพระองค์ ชาวบ้านนิยมวัดความมั่งคั่งกันที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายซึ่งอาจถูกขโมยหรือถูกแมลงกัดกินและทำลายได้  ตรงกันข้าม หากเราประดับอาภรณ์ฝ่ายวิญญาณด้วยการให้ทาน ทำความดี และรักษาความบริสุทธิ์ไว้ ก็ไม่มีขโมยหรือแมลงใดจะมาทำลายได้

       และที่สำคัญ ตราบใดที่เรามุ่งมั่นแสวงหาทรัพย์สมบัติในสวรรค์ ตราบนั้นใจของเราก็จะยึดติดอยู่กับสวรรค์และสิ่งที่อยู่เบื้องบน  แล้วนั้น เราจะตระหนักเช่นเดียวกับปัญญาจารย์ว่า “อนิจจัง อนิจจัง ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง” (ปญจ 1:2)

 

       เมื่อทรงสอนให้ใจของเรายึดมั่นกับทรัพย์สมบัติที่ไม่มีวันหมดสิ้นในสวรรค์แล้ว พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย” (ลก 12:40)

       พระวาจานี้มีความหมาย 2 นัย

  1. ความหมายโดยเฉพาะคือ “การเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งของพระ

เยซูคริสตเจ้า หรือที่เราคุ้นเคยกันคือ “วันสิ้นพิภพ”

  1. ความหมายโดยทั่วไปคือ “การที่พระเป็นเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนกลับไปเฝ้าพระองค์” หรือพูดง่าย ๆ คือ “ตาย”

       พระองค์ตรัสว่า “ไม่ว่านายจะมาเวลาสองยามหรือสามยาม ถ้าพบผู้รับใช้กำลังตื่นเผ้ารอรับ ผู้รับใช้เหล่านั้นก็เป็นสุข” (ลก 12:38)

       แปลว่าไม่ว่าจะสิ้นพิภพหรือตาย ถ้าพระองค์ทรงพบเราตื่นเฝ้าอยู่ เราก็เป็นสุข !!

       พร้อมกันนี้ พระองค์ทรงเล่าเรื่อง “ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์” เพื่อเป็นแนวทางในการ “ตื่นเฝ้า” แก่เราดังนี้

  1. ทำทุกสิ่งให้เสร็จ

              ปกติชาวยิวแต่งกายด้วยเสื้อยาวซึ่งรุ่มร่ามและเกะกะเวลาทำงานหรือวิ่ง พวกเขาจึงคาดสะเอวด้วยสายประคดแล้วดึงเสื้อขึ้นมารวบไว้เหนือสายประคดเพื่อให้คล่องตัวเวลาทำสิ่งต่าง ๆ

              เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสั่งให้เรา “คาดสะเอว” ย่อมเท่ากับว่าทรงปรารถนาให้เราคล่องตัวและกระตือรือร้นทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง

              เราแต่ละคนต่างมี “จุดหมาย” หรือ “ความตั้งใจ” ดี ๆ มากมายในชีวิต เช่น จะเป็นคนดี จะกลับใจ จะเลิกสุรา จะละเว้นการพนัน จะซื่อสัตย์ จะให้อภัย จะช่วยเหลือผู้ขัดสน ฯลฯ  แต่น่าเสียดายที่หลายคนทำสำเร็จเพียงบางจุดหมาย บางจุดหมายทำได้ครึ่งเดียว บางจุดหมายก็ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือบางจุดหมายยังไม่ได้เริ่มแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำไป

              คำภาวนาของพระเยซูเจ้าที่ว่า “ข้าพเจ้าทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้แล้ว โดยปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จตามที่ทรงมอบหมายกับข้าพเจ้า” (ยน 17:4) คงช่วยเตือนใจเราให้ระลึกอยู่เสมอว่า แม้พระเยซูเจ้าเองยังต้อง “ปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ”

              เพราะฉะนั้น ก่อนค่ำคืนนี้จะมาถึง ขออย่าให้เราปล่อยสิ่งใดค้างคาไว้เลย !

  1. 2. คืนดีกับผู้อื่น

              ผู้จัดการผู้นั้นจะเป็นสุขได้อย่างไรหากเขามีเรื่องบาดหมางกับผู้รับใช้คนอื่น ๆ

              เช่นเดียวกัน เราจะตาย “ตาหลับ” ได้อย่างไรกันหากเรายังมีเรื่องบาดหมางกับคนอื่น ๆ

              นักบุญเปาโลจึงสอนว่า “จงเลิกโกรธก่อนดวงอาทิตย์ตก” (อฟ 4:26) ด้วยเกรงว่าดวงอาทิตย์ตกครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเรา

  1. สร้างสันติสุข  ด้วยการ “จุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้” (ลก 12:35)

              “บาป” ก่อให้เกิดความมืดมิด ทำให้ตะเกียงดับ และทำให้ใจของเราไม่มีสันติสุข

              จะแตกต่างกันสักแค่ไหนสำหรับคนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขตามหนทางของพระเยซูเจ้าและกำลังจะจากโลกนี้ไปสู่ “อ้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า”  กับคนที่ดำเนินชีวิตในความมืดและกำลังจะจากโลกนี้ไปหา “คนแปลกหน้าหรือศัตรู” ?!

              เพราะฉะนั้น จง “จุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้” ด้วยการเลิกทำบาปและสร้างสันติสุขในจิตใจของเราเถิด !

 

       ตรงกันข้ามกับผู้รับใช้ที่ตื่นเฝ้าและเป็นสุขก็คือ “ผู้รับใช้ที่ไม่ซื่อสัตย์”  !

       ผู้จัดการในนิทานเปรียบเทียบที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึงก็คือผู้รับใช้หรือทาสนั่นเอง  พวกเขาได้รับการแต่งตั้งจากนายให้มีอำนาจเต็มในการดูแลทาสด้วยกันเอง รวมถึงดูแลบ้าน และทรัพย์สินต่าง ๆ ของนาย  ความซื่อสัตย์และความฉลาดรอบคอบจึงเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการ

       ส่วนผู้จัดการที่ถูกปลดไปอยู่ร่วมกับผู้รับใช้ที่ไม่ซื่อสัตย์นั้น (ลก 12:46) สาเหตุเป็นเพราะเขาทำผิดพลาดสำคัญ 2 ประการด้วยกัน คือ

  1. เขาคิดว่านายไม่อยู่  “จึงเริ่มตบตีผู้รับใช้ทั้งชายและหญิง กินดื่มจนเมามาย” (ลก 12:45) แทนที่จะดูแลทุกข์สุขของผู้รับใช้ หรือดูแลบ้านช่องและผลประโยชน์จากทรัพย์สินของนาย

              หากเราเป็นนายก็คงไล่ผู้จัดการคนนี้ออกแน่นอน โดยหารู้ไม่ว่าเราเองก็ทำตัวไม่ต่างไปจากเขาเท่าใดนัก

              เรามักแบ่งชีวิตของเราออกเป็นส่วน ๆ หรือไม่ก็ขีดเส้นแบ่งระหว่าง “เรื่องของวิญญาณ” กับ “เรื่องทางโลก”

              ส่วนใดเกี่ยวข้องกับวิญญาณ เราก็ดำเนินชีวิตไม่มีที่ติราวกับว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่เบื้องหน้า  ส่วนใดเป็นเรื่องทางโลก เราก็ดำเนินชีวิตราวกับว่า “พระเจ้าไม่อยู่”  หรือสถานที่นี้และเวลานี้ “ไม่มีพระเจ้า”

              แต่การดำเนินชีวิตเยี่ยงคริสตชนที่ดีต้องไม่มีคำว่า “นายไม่อยู่” และต้องไม่มีคำว่า “ขอเวลานอก”

              ทุกลมหายใจและทุกเสี้ยวนาทีของชีวิต ต้องอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าผู้ทรงเป็นเจ้านายสูงสุดของเราเสมอ

  1. เขาคิดว่ามีเวลา เพราะ “นายจะมาช้า” (ลก 12:45)

              ในโลกนี้ไม่มีเคราะห์กรรมใดเลวร้ายเท่ากับความคิดที่ว่า “ยังมีเวลาเหลืออีกมาก”  แม้พระเยซูเจ้าเองยังต้องเตือนพระองค์เองว่า “ตราบใดที่ยังเป็นกลางวันอยู่ เราทั้งหลายต้องทำกิจการของผู้ที่ทรงส่งเรามา แต่เมื่อกลางคืนมาถึง ก็ไม่มีใครทำงานได้” (ยน 9:4)

              เพราะฉะนั้น เราต้องดำเนินชีวิตราวกับไม่มีคำว่า “พรุ่งนี้” อยู่ในพจนานุกรม !

       อนึ่ง การ “รู้ใจนาย” ถือเป็นอภิสิทธิ์และพระพรสูงส่งยิ่ง เพราะนั่นแสดงว่านายไว้ใจจนกล้าบอก “ความในใจ” หรือไม่ก็ต้องเป็นคนใกล้ชิดนายจนสามารถเรียนรู้ใจของนายได้

       แต่ “อภิสิทธิ์” หรือ “พระพรของพระเจ้า” นั้นมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” ดังที่ทรงตรัสว่า “ผู้รับใช้ที่รู้ใจนายของตน แต่ไม่เตรียมพร้อมและไม่ทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนมาก” (ลก 12:47)

       พระองค์ทรงโปรดให้เราเป็นคริสตชน ได้มีโอกาสรู้จักพระเจ้าและพระอาณาจักรของพระองค์ รู้จักความหมายของชีวิตและหนทางที่จะทำให้ชีวิตของเราบรรลุเป้าหมายสูงสุดแล้ว

       การรู้จัก “หนทาง ความจริง และชีวิต” เป็นพระพรยิ่งใหญ่ของพระเจ้า !

        แล้วเราจะรับผิดชอบอย่างไร ?!

วัดเซนต์จอห์น 1110/9 ลาดพร้าว ซอย 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

Copyright © 2019 Saint John Church. All Rights Reserved.

แชร์เลย