Parish
Bulletins
• สารวัดเซนต์จอห์น •

สมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ ปี C

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2019

“เธอเป็นสุขที่เชื่อว่าพระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง”
🔸 ลก 1:45 🔸
ข่าวดีวันอาทิตย์

• ลก 1:39-56 •

     39หลังจากนั้นไม่นาน พระนางมารีย์ทรงรีบออกเดินทางไปยังเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแคว้นยูเดีย 40พระนางเสด็จเข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์และทรงทักทายนางเอลีซาเบธ 41เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำทักทายของพระนางมารีย์ บุตรในครรภ์ก็ดิ้น  นางเอลีซาเบธได้รับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยม 42ร้องเสียงดังว่า “เธอได้รับพระพรยิ่งกว่าหญิงใด ๆ และลูกของเธอก็ได้รับพระพรด้วย 43ทำไมหนอพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้า 44เมื่อฉันได้ยินคำทักทายของเธอ ลูกในครรภ์ของฉันก็ดิ้นด้วยความยินดี 45เธอเป็นสุขที่เชื่อว่า พระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง”

     46พระนางมารีย์ ตรัสว่า “วิญญาณข้าพเจ้าประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า 47จิตใจของข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในพระเจ้า พระผู้กอบกู้ข้าพเจ้า 48เพราะพระองค์ทอดพระเนตรผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์ ตั้งแต่นี้ไป ชนทุกสมัยจะกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นสุข 49พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า พระนามของพระองค์ศักดิ์สิทธิ์ 50พระกรุณาต่อผู้ยำเกรงพระองค์แผ่ไปตลอดทุกยุคทุกสมัย 51พระองค์ทรงยกพระกรแสดงพระอานุภาพ ทรงขับไล่ผู้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูงให้กระจัดกระจายไป 52ทรงคว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ต่ำต้อยให้สูงขึ้น 53พระองค์ประทานสิ่งดีทั้งหลายแก่ผู้อดอยาก ทรงส่งเศรษฐีให้กลับไปมือเปล่า 54พระองค์ทรงช่วยเหลืออิสราเอล ผู้รับใช้พระองค์ โดยทรงระลึกถึงพระกรุณา 55ดังที่ทรงสัญญาไว้แก่บรรพบุรุษของเรา แก่อับราฮัมและบุตรหลานตลอดไป”

     56พระนางมารีย์ประทับอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือนจึงเสด็จกลับ

       เมื่อนางเอลีซาเบธตั้งครรภ์ได้หกเดือน พระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์กาเบรียลมาแจ้งข่าวแก่พระนางมารีย์ว่าจะทรงตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายชื่อว่าเยซู (ลก 1:31) แต่เพราะทรงเป็นหญิงพรหมจารี พระนางจึงถามทูตสวรรค์ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ? (ลก 1:34)

       ทูตสวรรค์อธิบายว่าพระแม่จะตั้งครรภ์ด้วยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า และบุตรที่เกิดมาจะเป็นบุตรของพระเจ้า พร้อมกันนั้นได้ยืนยันว่านางเอลีซาเบธ ทั้ง ๆ ที่ชราและเป็นหมัน ยังตั้งครรภ์ได้ตั้งหกเดือนแล้ว (ลก 1:35-36)

       เมื่อทราบว่านางเอลีซาเบธตั้งครรภ์ พระแม่มารีย์จึงรีบออกเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี มาเยี่ยมนางเอลีซาเบธซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองเฮโบรนในแคว้นยูเดียทางใต้ (เฮโบรนเป็นเมืองของสมณะ ตั้งอยู่บนที่ราบสูงของแคว้นยูเดีย ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มไปทางใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร – เทียบ ยชว 21:11,13)

       เมื่อพระแม่เข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์และกล่าวทักทายนางเอลีซาเบธ นางเอลีซาเบธ ซึ่งได้รับพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ร้องเสียงดังว่า “เธอได้รับพระพรยิ่งกว่าหญิงใด ๆ และลูกของเธอก็ได้รับพระพรด้วย  ทำไมหนอพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้า” (ลก 1:42)

       สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ไม่มีข้อความใดเลยในพระคัมภีร์ที่บ่งบอกว่านางเอลีซาเบธรู้เรื่องการตั้งครรภ์ของพระแม่  แล้วนางรู้ได้อย่างไรว่า พระแม่กำลังจะเป็นพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าหากพระจิตเจ้าไม่ทรงดลใจนาง ?!

       เท่ากับว่า นี่เป็นงานของพระจิตเจ้าล้วน ๆ !

       นอกจากนี้ ทารกในครรภ์ของนางเอลีซาเบธก็ได้รับพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม และได้รับการดลใจให้ทราบว่าพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาเยี่ยมด้วยเช่นกัน จึง “ดิ้น” ด้วยความยินดีเมื่อได้ยินคำทักทายของพระแม่ (ลก 1:41)

       สมดังคำทำนายของทูตสวรรค์ที่พูดกับเศคาริยาห์ผู้เป็นบิดาว่า “เขาจะรับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา” (ลก 1:15)

       เท่ากับว่า พระจิตเจ้าทรงยืนยันผ่านทางคำทักทายของนางเอลีซาเบธและการดิ้นของทารกในครรภ์ว่า พระนางมารีย์ผู้รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณซึ่งเราร่วมใจกันสมโภชในวันนี้ ทรงเป็น “พระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

       เป็นพระมารดาผู้ทรงตั้งครรภ์ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า และบุตรที่บังเกิดมานั้น “จะยิ่งใหญ่และได้ชื่อว่าพระบุตรแห่งพระเจ้าสูงสุด  พระเจ้าจะประทานบัลลังก์ของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์แก่พระองค์  และพระองค์จะทรงครอบครองพงศ์พันธ์แห่งยาโคบตลอดไป  อาณาจักรของพระองค์จะไม่มีวันสิ้นสุดเลย” (ลก 1:32-33)

ทำไมพระนางมารีย์จึงได้รับเลือกให้เป็น “พระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า” และได้รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ ?

       เหตุผลประการแรกคือ พระแม่ทรงดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า

       ทั้ง ๆ ที่ทรงวุ่นวายพระทัยมากกับสิ่งที่ทูตสวรรค์แจ้งแก่พระนาง กระนั้นก็ตาม พระแม่ยังตรัสตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” (ลก 1:38)

       เพราะทรงพร้อมน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าเช่นนี้เอง นางเอลีซาเบธผู้เต็มเปี่ยมด้วยพระจิตเจ้า จึงร้องเสียงดังว่า “เธอได้รับพระพรยิ่งกว่าหญิงใด” (ลก 1:42)

       ใช่ พระแม่ได้รับพระพรและมีบุญยิ่งกว่าหญิงใด ๆ เพราะพระแม่ทรงเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปรานและเลือกสรร และที่สำคัญ พระแม่ก็ทรงตอบรับการเลือกสรรของพระองค์ด้วย !

       แต่ความจริงก็คือ พระเจ้าทรงโปรดปรานและเลือกสรรผู้หนึ่งผู้ใด มิใช่เพื่อให้ผู้นั้นเสวยสุขแบบเห็นแก่ตัว แต่เพื่อให้ผู้นั้นทุ่มเทความคิด จิตใจ และพละกำลังทั้งหมดเพื่อกระทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไป

       นั่นคือ พระองค์ทรงเลือกสรรพระแม่เพื่อจะได้มอบหมายภารกิจให้พระแม่ และทำให้พระแม่ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ !!

       และหนทางสู่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มีอยู่เพียงหนทางเดียว นั่นคือ “หนทางของกางเขน”

        ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นพระแม่ผู้ได้รับเลือกสรรให้เป็นพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทับยืนด้วยความตรอมตรมสุดซึ้ง ณ เชิงไม้กางเขน เฝ้าดูพระบุตรของพระนางทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ไปต่อหน้าต่อตา

       ความตรอมตรมแสนสาหัสดุจดัง “ดาบแทงทะลุจิตใจ” ตามคำทำนายของสิเมโอน (ลก 2:35) นี้เอง ที่ทำให้พระแม่ได้ร่วมหนทางแห่งกางเขน และเป็นผู้ได้รับพระพรและมีบุญยิ่งกว่าหญิงใด ๆ !

หากปราศจากกางเขน พระแม่ย่อมปราศจากเกียรติและการเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณซึ่งเราร่วมใจกันสมโภชวันนี้

No Cross, No Crown !

       เพราะฉะนั้น เมื่อพระแม่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด”  ย่อมแสดงว่าพระแม่ทรงพร้อมดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า แม้จะต้องเผชิญหน้ากับกางเขนอันแสนตรอมตรมสักปานใดก็ตาม

       ท่ามกลางความทุกข์ตรอมตรมและความยากลำบากต่าง ๆ นานาในชีวิต พระแม่ได้รับความบรรเทาใจว่าทั้งหมดนี้คือพระประสงค์ของพระเจ้า และทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในแผนการของพระองค์ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว

       นี่คือชีวิตของพระแม่ !

       หากเป็น “ลูกแม่” จริง เราต้องพร้อมกล่าวเช่นเดียวกับพระแม่ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด”

และอย่าเพียงแต่พูดเท่านั้น ต้องลงมือทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงไปดังที่ “พระแม่” ของเราได้ทรงกระทำ อันเป็นสาเหตุให้พระแม่ได้รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ในวันนี้ด้วย

       เหตุผลประการที่สองคือ พระแม่ทรงเชื่อและวางใจพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม

       นางเอลีซาเบธกล่าวกับพระแม่ว่า “เธอเป็นสุขที่เชื่อว่า พระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง (ลก 1:45)

       ใช่ ทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระวาจาของพระเจ้าย่อมเป็นสุข !

       ใน “บทเพลงสรรเสริญของพระนางมารีย์” (Magnificat – ลก 1:46-55)  พระแม่ทรงแสดงความเชื่อและความวางใจในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม

       เป็นความเชื่อและความวางใจที่พลิกโฉมหน้าของโลกอย่างสิ้นเชิง เพราะพระแม่ทรงเชื่อว่า “พระเจ้าจะทรงฟื้นฟูและปฏิรูปชีวิตมนุษย์” ทุกด้าน !!!

  1. ด้านศีลธรรม

              พระแม่เชื่อว่าพระเจ้าจะ “ทรงขับไล่ผู้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูงให้กระจัดกระจายไป” (ลก 1:51)

              เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา ความหยิ่งจองหองและความมักใหญ่ใฝ่สูงจะต้องมลายหายไป เพราะเราจะมัวหยิ่งจองหองต่อไปได้อย่างไรในเมื่อพระองค์ทรงเลือกเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์ และทรงเลือกตายบนไม้กางเขน

                เมื่อความหยิ่งจองหองถูกทำลายหมดสิ้นไป เราจะเริ่มตระหนักว่าตนเองเป็นคนบาป อ่อนแอ และต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าอย่างยิ่ง

              ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอังกฤษ เด็กชายและหญิงคู่หนึ่งนั่งเรียนติดกันจนรักใคร่ชอบพอกัน ต่อมาเด็กหนุ่มเข้าไปทำงานในเมืองและหลงผิดกลายเป็นนักล้วงกระเป๋า วันหนึ่งเขาสามารถฉกกระเป๋าเงินของหญิงชราผู้หนึ่งได้ด้วยทักษะและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขา  ขณะที่ยืนยิ้มด้วยความภาคภูมิใจอยู่นั้นเอง พลันเด็กหญิงที่เคยนั่งเรียนติดกันก็เดินมา เธอยังคงหวานชื่นและสดใสบริสุทธิ์เหมือนเดิม  เมื่อสบตากันเขาตระหนักทันทีว่าตนเองช่างชั่วช้าจริง ๆ  ด้วยความละอายใจ เขาพิงศีรษะกับเสาไฟอันเย็นเฉียบ พึมพำว่า “ข้าแต่พระเจ้า ลูกอยากตาย”

              ต่อหน้าคนรักผู้บริสุทธิ์ เขามองเห็นตัวเอง !

              เช่นเดียวกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเยซูเจ้าและพระแม่ผู้ทรงสุภาพถ่อมตน ความหยิ่งจองหองจะมลายหายไป และเราจะมองเห็นตัวตนที่แท้จริง

              นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปด้านศีลธรรม !

  1. 2. ด้านสังคม

              พระแม่เชื่อว่าพระเจ้าจะทรง “คว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ต่ำต้อยให้สูงขึ้น” (ลก 1:52)

              นับจากนี้จะไม่มีการแยกแยะสังคมของคนชั้นสูงออกจากสังคมของคนชั้นต่ำอีกต่อไป เพราะพระเยซูเจ้าทรงบังเกิดและสิ้นพระชนม์ “เพื่อมนุษย์ทุกคน” ไม่ว่าจะยากดีมีจนสักเพียงใดก็ตาม

              ทุกคนล้วนได้รับการกอบกู้ และเป็นบุตรของพระเจ้า “เหมือนกัน” และ “เท่าเทียมกัน”

              ในยุคกลาง มีปัญญาชนเร่ร่อนคนหนึ่งนามว่ามูเรตุส (Muretus)  เขายากจนมากจนครั้งหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาลในฐานะคนจรจัด  คณะแพทย์สนทนากันเป็นภาษาละตินโดยคิดว่าเขาคงไม่เข้าใจ แพทย์คนหนึ่งเสนอให้ใช้คนเร่ร่อนไร้ค่าอย่างเขาเป็นหนูทดลองยา  เขาแหงนหน้ามองแล้วตอบเป็นภาษาละตินว่า “อย่าเรียกใครว่าไร้ค่าอีก เพราะพระคริสตเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อทุกคน”

              พระองค์ทรงทำให้มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน !!

  1. ด้านเศรษฐกิจ

              พระแม่เชื่อว่าพระเจ้าจะทรง “ประทานสิ่งดีทั้งหลายแก่ผู้อดอยาก ทรงส่งเศรษฐีให้กลับไปมือเปล่า” (ลก 1:53)

              สังคมที่ปราศจากพระเยซูเจ้ามักเป็นสังคมที่มีแต่ “เอา” ชนิดมือใครยาว สาวได้สาวเอา

              เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา พระองค์มีแต่ “ให้”  และทรงให้แม้กระทั่งชีวิตและโลหิตหยดสุดท้ายของพระองค์เอง !

              เพราะฉะนั้น สังคมคริสตชนจึงต้องเป็นสังคมที่ไม่มีใครกล้า “มีมากเกินไป” ในขณะที่คนอื่น “มีน้อยเกินไป” จนแทบจะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้

              ยิ่งได้รับมากเท่าใด ยิ่งต้องให้มากเท่านั้น !

              ดังที่พระแม่ผู้ทรงได้รับพระพรมากกว่าหญิงใด ๆ ได้ทรงมอบ “อำเภอใจ” ทั้งหมดของพระนางแด่พระเจ้า

              วาทะที่ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” จักต้องดังก้องอยู่ในจิตใจของ “ลูกแม่” ทุกคน

              ทั้งวันนี้ที่เราสมโภชพระแม่รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ และทุกวันตลอดไป !!!

 

สมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์
ทั้งกายและวิญญาณ

       ในปี 1950 พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ได้ทรงประกาศว่า “พระนางพรหมจารีมารีอา ได้ทรงรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ” เป็นข้อความเชื่อ

        แนวความคิดประการหนึ่งที่โดดเด่น และกล้าแข็งสำหรับพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ที่ทรงประกาศข้อความเชื่อ คือ “หลักแห่งการร่วมโชคชะตา” ที่เสนอว่า  พระนางมารีย์ได้มีส่วนร่วมในชีวิตและภารกิจการงานตลอดจนโชคชะตาของพระบุตรแห่งพระนางอย่างแน่วแน่และมั่นคง ตั้งแต่เริ่มต้นจวบจนกระทั่งเวลาสุดท้าย นอกจากนี้ องค์สมเด็จพระสันตะปาปา ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับยกขึ้นสู่สวรรค์ กับการปฏิสนธิอันนิรมลของพระนางมารีอาอีกด้วย สิทธิพิเศษของพระนางทั้งสองประการนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงได้รับชัยชนะเหนือบาปและความตาย โดยอาศัยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ที่ไม้กางเขน จึงทำให้คริสตชนได้รับชีวิตใหม่ โดยวิธีเหนือธรรมชาติในศีลล้างบาป กล่าวคือ คริสตชนก็ได้รับชัยชนะเหนือบาปและความตายเช่นเดียวกัน โดยอาศัยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ อย่างไรก็ตาม สำหรับคริสตชนผู้ชอบธรรม

       พระเป็นเจ้าไม่ประสงค์ที่จะประทานผลแห่งชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือความตายให้ จนกว่าวาระสุดท้ายแห่งเวลาจะได้มาถึง แต่ถึงกระนั้นพระเป็นเจ้าทรงประสงค์ให้พระนางมารีอาได้รับการยกเว้นจากการนี้ ทั้งเนื่องจากเหตุที่ว่า พระนางได้รับชัยชนะเหนือบาปในการปฏิสนธินิรมล ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษของพระนางดังได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น พระนางจึงไม่ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเน่าเปื่อยของเนื้อหนังภายหลังความตาย และไม่ต้องรอจนถึงวาระสุดท้ายแห่งกาลเวลา เพื่อจะถ่ายถอนร่างกายของพระนางกลับคืนมาได้

              พระศาสนจักรในวันนี้ฉลองรหัสธรรมปัสกาที่ได้สำเร็จบริบูรณ์ไปในพระนางมารีย์ เนื่องจากว่า พระนางมารีอาทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน  ไม่มีแม้แต่เงาของบาป  พระบิดาจึงทรงมีพระประสงค์ให้พระนางได้มีส่วนในการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าเลยทันที

จากเว็บไซต์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วัดเซนต์จอห์น 1110/9 ลาดพร้าว ซอย 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

Copyright © 2019 Saint John Church. All Rights Reserved.

แชร์เลย