Parish
Bulletins
• สารวัดเซนต์จอห์น •

สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา ปี C

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2019

“จงพยายามเข้าทางประตูแคบ”
🔸 ลก 13:24 🔸
ข่าวดีวันอาทิตย์

• ลก 13:22-30 •

       22พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านเมืองและหมู่บ้าน ทรงสั่งสอนประชาชนและทรงเดินทางมุ่งไปกรุงเยรูซาเล็ม  23คนคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า มีคนน้อยคนใช่ไหมที่รอดพ้นได้” พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 24“จงพยายามเข้าทางประตูแคบ  เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่าหลายคนพยายามจะเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้ 25เมื่อเจ้าของบ้านจะลุกขึ้นเพื่อปิดประตู ท่านจะยืนอยู่ข้างนอก เคาะประตูพูดว่า ‘พระเจ้าข้า เปิดประตูให้พวกเราด้วย’ แต่เขาจะตอบว่า ‘เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด’  26แล้วท่านก็จะพูดว่า ‘พวกเราได้กินได้ดื่มอยู่กับท่าน ท่านได้สอนในลานสาธารณะของเรา’ 27แต่เจ้าของบ้านจะตอบว่า ‘เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด ไปให้พ้นจากเราเถิด เจ้าทั้งหลายที่กระทำการชั่วช้า’  28เวลานั้น ท่านทั้งหลายจะร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคืองเมื่อแลเห็นอับราฮัม อิสอัค และยาโคบกับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ท่านทั้งหลายกลับถูกไล่ออกไปข้างนอก 29จะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ มานั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระเจ้า  30ดังนั้น พวกที่เป็นกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก และพวกที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นกลุ่มสุดท้าย”

       ชายคนหนึ่งทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า มีคนน้อยคนใช่ไหมที่รอดพ้นได้” (ลก 13:23)

       “คนน้อยคน” ในความคิดของเขาหมายถึง “ชาวยิว” เท่านั้น เพราะชาวยิวเป็นลูกหลานของอับราฮัมผู้ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ทรงสัญญาไว้ว่า “เพราะท่านได้ทำดังนี้ คือมิได้หวงบุตรชายคนเดียวของท่านไว้  เราสาบานต่อเราเองว่า เราอวยพรให้ท่านอย่างมาก” (ปฐก 22:16-17)

       ส่วนคนต่างชาติต่างศาสนาไม่ใช่ลูกหลานของอับราฮัม จึงไม่มีสิทธิ์ในมรดกสวรรค์ !!

       แต่วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงขยายสิทธิ์นี้ไปสู่มนุษย์ทุกคน พระองค์ตรัสว่า “จะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ มานั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระเจ้า” (ลก 13:29)

       อย่างไรก็ดี แม้พระองค์จะให้หลักประกันอันน่าอุ่นใจแก่เราทุกคนว่ามีสิทธิ์ทัดเทียมกันในมรดกสวรรค์แล้วก็ตาม พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้เรา…

  1. ดิ้นรนเพื่อจะเข้าสวรรค์

              พระองค์ตรัสว่า “จงพยายามเข้าทางประตูแคบ” (ลก 13:24)

       คำ “พยายาม” ตรงกับต้นฉบับภาษากรีก agōnizesthe (อาโกนีเซสเธ) แปลว่า “พยายามที่สุด, ดิ้นรน, ต่อสู้, ชิงชัย” และเป็นรากศัพท์ของคำ agony ในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า “ความปวดร้าวทรมาน”

              เท่ากับพระองค์ต้องการจะบอกเราว่า ไม่ว่าจะเป็นยิว เป็นคริสตชน หรือเป็นผู้ใดก็ตาม การเข้าสวรรค์มิได้เป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ต้อง “ดิ้นรนสุดเหวี่ยง” แม้จะต้องปวดร้าวทรมานทั้งกายและใจมากเพียงใดก็ตาม !!

              ปกติเรามักคิดกันว่าเมื่อ “เชื่อ” ในพระเยซูเจ้าก็แปลว่าเราเข้าเส้นชัยแล้ว เราบรรลุจุดหมายแล้ว ต่อจากนี้ไปจะพักผ่อนบ้างก็ย่อมได้ ซึ่งความ คิดทั้งหมดนี้ผิดและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเราคริสตชนไม่เคยมี “เส้นชัย” ดังกล่าวอยู่ในโลกนี้

              “เส้นชัย” ของเรายังอยู่อีกยาวไกลในโลกหน้า !

              ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงเรียกร้องให้เราทุกคน “ดิ้นรน”

              1.1   ดิ้นรนเลือกหนทางลำบากมากกว่าหนทางสบาย  เพราะไม่เคยมีใครยิ่งใหญ่ได้ด้วยหนทางง่าย ๆ สบาย ๆ  และไม่เคยมีนักกีฬาคนใดได้เหรียญทองโดยไม่ต้องออกแรงฝึกซ้อมอย่างหนัก

                     ในโลกนี้ ไม่มีหนทางใดนำไปสู่ชัยชนะและความสำเร็จได้เว้นแต่หนทางของการดิ้นรนต่อสู้ด้วยความยากลำบาก  ผู้ใดก็ตามที่สัญญาว่าจะทำให้เราพ้นจากความยากจนหรืออยู่ดีกินดีได้โดยไม่ต้องทำงานหนัก ผู้นั้นกำลังหลอกลวงเรา

              1.2   ดิ้นรนเลือกหนทางยาวมากกว่าหนทางสั้น  น้อยครั้งนักที่ความสำเร็จจะได้มาภายในเวลาอันแสนสั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลพวงจากความเพียรพยายาม ความมุมานะและอุตสาหะเป็นเวลายาวนาน

                     ขนาดนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างเช่นเพลโต ยังต้องเขียนประโยคขึ้นต้นเพียงประโยคเดียวของหนังสือเรื่องสาธารณรัฐ (Republic) มากถึง 13 แบบแตกต่างกันกว่าจะลงตัว และเท่าที่ค้นพบทั้ง 13 แบบก็ล้วนแล้วแต่เขียนด้วยลายมือของท่านเอง

                     อย่าลืมว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีหนทางลัดสู่การสร้าง “แบรนด์เนม” ดังระดับโลก  บางคนอาจใช้กลยุทธ์การตลาดกระพือกระแสสินค้าของตนให้ดังได้ชั่วข้ามคืน แต่รับรองว่าดังได้ไม่นานแน่  สมดังภาษิตจีนที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”

              1.3   ดิ้นรนเลือกหนทางที่มีวินัยมากกว่าหนทางไร้วินัย  นักกีฬา นักร้อง นักแสดงและคนอีกจำนวนมากไม่สามารถรักษาความสำเร็จไว้ได้ก็เพราะขาดวินัย พวกเขาขาดการฝึกซ้อม ขาดการควบคุมตนเอง ปล่อยร่างกายให้ทรุดโทรมหย่อนสมรรถภาพ ภาพพจน์เสื่อมเสีย และสูญเสียชื่อ เสียงที่อุตส่าห์สั่งสมมาเป็นเวลานานไปในที่สุด

                     หลายคนมีความสามารถมากมายแต่ไม่เคยประสบความ สำเร็จในชีวิต เพราะเขาขาดวินัยที่จะควบคุมตนเองให้นั่งลงคิด เขียน หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นชิ้นเป็นอันได้

              1.4   ดิ้นรนเลือกหนทางที่ใช้ความคิดมากกว่าหนทางที่สิ้นคิด  ทุกคนควรต้องคิดถึงผลที่พึงได้ในปัจจุบันและผลที่จะตามมาในอนาคตควบคู่กันไปด้วย

                     ขณะนี้ หนทางสบายหรือประตูกว้างดูเหมือนจะน่าเข้ามากกว่า ส่วนหนทางลำบากหรือประตูแคบดูเหมือนจะยากและน่ากลัว แต่เพื่อจะประเมินคุณค่าของหนทางทั้งสองได้อย่างถูกต้อง เราจะพิจารณาโดยคำนึงถึงชีวิตในโลกนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงชีวิตในโลกหน้าด้วย

  1. ปรับปรุงชีวิตอยู่เสมอ

              พวกที่ไม่สามารถผ่านประตูเข้าไปได้ จำต้องยืนอยู่ข้างนอก พากันอ้างว่า “พวกเราได้กินได้ดื่มอยู่กับท่าน  ท่านได้สอนในลานสาธารณะของเรา” (ลก 13:26)

              นี่เป็นข้ออ้างของเราคริสตชนด้วย  เรามักคิดกันว่าได้กลับใจมาเรียนคำสอนและรับศีลล้างบาปแล้ว ได้มาวัดและแก้บาปรับศีลทุกอาทิตย์แล้ว เราคุ้นเคยกับพระองค์เพราะได้กินพระกาย ได้ดื่มพระโลหิต และได้ฟังพระองค์เทศน์สอนบนธรรมาสน์แล้ว  เพราะฉะนั้น เรามีข้ออ้างมากพอที่จะเคาะประตูพระอาณาจักร ร้องว่า “เปิดประตูให้พวกเราด้วย” (ลก 13:25)

              แต่เจ้าของบ้านกลับตอบว่า “เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด ไปให้พ้นจากเราเถิด เจ้าทั้งหลายที่กระทำการชั่วช้า” (ลก 13:27)

              ความหมายของพระองค์ก็คือ ไม่มีคำว่า “เพียงพอ” สำหรับการเป็นคริสตชน !!

              เป็นไปได้มากว่าเราอาจดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติ ตามกฎเกณฑ์ หรือตามธรรมเนียมของคริสตชนอย่างเคร่งครัด  แต่ไม่ “เพียงพอ” ที่จะเป็น คริสตชนอย่างแท้จริง

               เพราะคริสตชนที่แท้จริงคือ “ผู้ที่ดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสตเจ้า” !

              ฉะนั้น เราต้องดิ้นรน “ปรับปรุง” ชีวิตของเราให้ “เหมือน” พระเยซูคริสตเจ้ายิ่งวันยิ่งมากขึ้น เพื่อว่าเมื่อพระองค์ปรากฏมา “เราจะเป็นเหมือนพระองค์” (1 ยน 3:2)

              ด้วยเหตุนี้ การอ้างว่าได้ไปวัดแก้บาปรับศีลและฟังเทศน์แล้วจึงไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องปรับปรุงและดำเนินชีวิตให้เหมือนพระองค์ด้วย !!!

  1. ปรับมาตรฐานใหม่

              มาตรฐานสวรรค์แตกต่างจากมาตรฐานของโลกนี้อย่างสิ้นเชิง ดังพระวาจาที่ว่า “พวกที่เป็นกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก และพวกที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นกลุ่มสุดท้าย” (ลก 13:30)

              ผู้ที่โดดเด่นมีชื่อเสียงมากในโลกนี้อาจจะต่ำต้อยในโลกหน้า  ส่วนผู้ที่ “โนเนม” ไร้ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีในโลกนี้ อาจจะกลับเป็นที่ต้นในสวรรค์ก็ได้

              มีเรื่องเล่าว่า สุภาพสตรีผู้หนึ่งเจริญชีวิตอย่างหรูหรา ผู้คนพากันนับหน้าถือตา  เมื่อเสียชีวิตและเดินทางมาถึงสวรรค์  ทูตสวรรค์องค์หนึ่งพาเธอไปสู่บ้านพัก  ขณะเดินผ่านบ้านใหญ่โตสวยงามมากมาย หญิงผู้นั้นคิดว่าต้องมีสักหลังหนึ่งแน่ที่เตรียมไว้สำหรับเธอ  แต่ทูตสวรรค์ยังคงพาเธอเดินต่อไปจนเลยถนนใหญ่ เข้าสู่บริเวณรอบนอกของสวรรค์ซึ่งบ้านเล็กกว่ามาก

       ในที่สุดทั้งสองเดินมาสุดขอบสวรรค์ ที่นั่นมีกระต๊อบเล็ก ๆ หลังหนึ่ง  ทูตสวรรค์ชี้ให้เธอดูพร้อมกับกล่าวว่า “นี่แหละบ้านของท่าน”

       หญิงคนนั้นร้องว่า “อะไรนะ  ฉันอาศัยในกระต๊อบแบบนี้ไม่ได้ดอก”

       ทูตสวรรค์ตอบว่า “เสียใจด้วย  เราได้พยายามสร้างบ้านหลังนี้อย่างดีที่สุดแล้วอาศัยทุกสิ่งที่ท่านส่งมาให้”

 

อาณาจักรสวรรค์จึงเป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้อง “ดิ้นรน ปรับปรุงชีวิต ตามมาตรฐานของพระเยซูเจ้า” อย่างสุดเหวี่ยง

โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

และทุกวัน..ตลอดไป !

 

วัดเซนต์จอห์น 1110/9 ลาดพร้าว ซอย 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

Copyright © 2019 Saint John Church. All Rights Reserved.

แชร์เลย