Parish
Bulletins
• สารวัดเซนต์จอห์น •
สมโภชพระจิตเจ้า ปี C
วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2019
“ พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้า
จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง ”
🔸 ยน 14:26 🔸
ข่าวดีวันอาทิตย์

• ยน 14:15-16, 23ข-26 •

     15 “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา  16และเราจะวอนขอพระบิดา แล้วพระองค์จะประทานผู้ช่วยเหลืออีกองค์หนึ่งให้ท่าน เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป”

23“ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา  24ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา วาจาที่ท่านได้ยินนี้ไม่ใช่วาจาของเรา แต่เป็นของพระบิดา ผู้ทรงส่งเรามา  25เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟัง ขณะที่เรายังอยู่กับท่าน  26แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้า ที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน”

       สำหรับพระเยซูเจ้า สิ่งเดียวที่พิสูจน์ความรักแท้ คือ “ความนบนอบเชื่อฟัง”  ด้วยเหตุนี้ เพราะรักพระบิดา พระองค์จึงทรงนบนอบเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาจนกระทั่งยอมสิ้นพระชนม์ แม้เป็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

       เช่นเดียวกัน เราจะแสดงความรักต่อพระเยซูเจ้าได้ก็โดยการนบนอบเชื่อฟังและปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์ ดังที่ทรงตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา” (ยน 14:15)

       ความรักจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกชอบหรือพอใจเท่านั้น แต่ต้องมีความนบนอบเชื่อฟังรวมอยู่ด้วย  หาไม่แล้วเราจะพบเด็กที่ปากบอกว่ารักพ่อ รักแม่ แต่ไม่วายทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์เสียใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน  หรือสามีภรรยาที่ปากก็บอกว่ารักกัน แต่ไม่วายทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บปวดรวดร้าวด้วยการฉุนเฉียวใส่กันบ้าง โหดร้ายต่อกันบ้าง ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจกันบ้าง เป็นต้น

       ในเมื่อความรักแท้เรียกร้องให้เรานบนอบเชื่อฟังผู้ที่เรารัก รักแท้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย  ด้วยเหตุนี้พระเยซูเจ้าจึงทรงสัญญา “จะประทานผู้ช่วยเหลืออีกองค์หนึ่งให้เรา เพื่อจะอยู่กับเราตลอดไป” (ยน 14:16)

       “ผู้ช่วยเหลือ” ตรงกับคำกรีก paraklētos (พาราเคลตอส) ซึ่งมีความหมายตามรากศัพท์เพียง “ผู้ที่ถูกเรียกมา”  แต่โอกาสและเหตุผลที่ชาวกรีกใช้คำ “พาราเคลตอส” กลับมีขอบเขตกว้างขวางอย่างยิ่ง ดังเช่น

  1. ผู้ที่ถูกเรียกมาเป็นพยานในศาลเพื่อ “ประโยชน์” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  2. ผู้ที่ถูกเรียกมาเป็นทนาย “แก้ต่าง” ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาฉกรรจ์
  3. ผู้ที่ถูกเรียกมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญเพื่อ “ให้คำปรึกษา” ในสถานการณ์ที่ยุ่งยาก
  4. ผู้ที่ถูกเรียกมา “ให้กำลังใจ” เช่น แก่กำลังพลที่ท้อแท้ ให้กลับมีจิตใจฮึกเหิมและกล้าหาญอีกครั้งหนึ่ง
  5. ผู้ที่ถูกเรียกมาเพื่อ “ช่วยเหลือ” ในยามลำบากและขัดสน

       จะเห็นว่า “ผู้ช่วยเหลือ” ของชาวกรีกมีบทบาทกว้างขวางอย่างยิ่ง
       สำหรับพระเยซูเจ้า “ผู้ช่วยเหลือ” นี้คือ “พระจิตเจ้า” ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ไว้ 2 ประการ (ยน 14:26) กล่าวคือ

  1. สอน  พระองค์ตรัสว่าพระจิตเจ้า “จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง”
    ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงสอน
    ไม่มีเวลาใดที่พระองค์จะทรงหยุดพัก
    พระองค์ทรงสอนทุกสิ่งแก่เรา สัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 24 ชั่วโมง !
    เราคริสตชนจึงมีหน้าที่ “เรียนรู้” ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า และทำให้ความรู้นั้น “ลึกซึ้ง” เพิ่มมากขึ้นทุกวันจน “ตลอดชีวิต” ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ สำหรับการปิดหู ปิดตา หรือปิดใจไม่ทำให้ความเชื่อของเราลึกซึ้งมากขึ้น เพราะพระองค์ทรงส่ง “พระจิต” มาสอนเราแล้ว

    ดังนั้น ผู้ที่พูดว่าตนเองเรียนรู้หลักธรรมคำสอนครบถ้วนแล้ว จึงฟันธงได้เลยว่า เขาผู้นั้นยังไม่รู้แม้แต่บทบาทและหน้าที่ของพระจิตเจ้าด้วยซ้ำไปว่าคืออะไร !

  1. ทำให้ระลึกถึงทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอน       
           2.1 เกี่ยวกับความเชื่อ พระจิตเจ้าทรงช่วยให้เราระลึกถึงความจริงที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสสอนไว้แล้วเมื่อสองพันปีก่อน หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การค้นหาความจริงใหม่เกี่ยวกับพระเจ้านอกเหนือไปจากที่พระองค์ตรัสสอน แต่เป็นการวอนขอพระจิตเจ้าโปรดให้เรา “ระลึก” ได้ และ “เข้าใจ” ความหมายของความจริงที่พระองค์ตรัสสอนไว้
           เหมือนที่พระจิตเจ้าทรงช่วยบรรดาอัครสาวกให้เข้าใจความหมายของความรอดโดยทางพระเยซูเจ้า เมื่อคราวที่ต้องเผชิญหน้ากับคำสอนผิด ๆ อย่างเช่น “ถ้าท่านมิได้รับพิธีเข้าสุหนัตตามจารีตของโมเสส ก็จะเอาตัวรอดมิได้” (กจ 15:1-2, 22-29)

           2.2 เกี่ยวกับความประพฤติ พระจิตเจ้าทรงช่วยเราให้ดำเนินชีวิตตามหนทางของพระเยซูเจ้า ทุกคนคงเคยได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์มาแล้วไม่มากก็น้อย เช่น เมื่อถูกล่อลวงและกำลังจะทำผิดอยู่รอมร่อ จู่ ๆ พระวาจาของพระเยซูเจ้าก็ดี ข้อความบางตอนจากพระคัมภีร์ก็ดี รูปภาพของแม่พระก็ดี คำพูดของคนที่เรานับถือก็ดี หรือคำสอนที่เคยเรียนสมัยเด็กก็ดี เกิดผุดขึ้นมาในความคิดของเราและช่วยเราให้รอดพ้นจากการล่อลวงนั้น
           นี่แหละ ผลงานของพระจิตเจ้า !
           และในฐานะที่ทรงเป็น “ผู้ช่วยเหลือ” (พาราเคลตอส) บทบาทของ “พระจิต” ซึ่งเราร่วมใจกันสมโภชในวันนี้ จึงกว้างขวางยิ่งนัก  พระองค์เสด็จมาก็เพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อกำจัดจุดอ่อนและข้อบกพร่องในตัวเรา เพื่อส่องสว่างสติปัญญาและจิตใจของเรา รวมถึงช่วยเหลือเราให้สามารถจัดการกับชีวิตและสังคมของเราอย่างผู้มีชัย

       พระศาสนจักรคาทอลิกสอนว่าพระจิตเจ้าโปรดประทานความช่วยเหลือแก่เราโดยผ่านทางพระพรหรือพระคุณ 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน กล่าวคือ

  1. พระคุณ 7 ประการ เพื่อช่วยให้เราแต่ละคนบรรลุความศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย

           1.1 พระดำริ (wisdom) ทำให้เราตีคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ตามความเชื่อของเรา หรือพูดง่าย ๆ คือตีคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เหมือนอย่างพระเจ้า  พระพรแห่งพระดำริทำให้เรามองสิ่งของของโลกนี้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเราในการรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ และถือว่าจิตใจของเราสำคัญกว่าร่างกาย และพระเจ้าสำคัญกว่าสิ่งสร้างทั้งปวง

           1.2 สติปัญญา (understanding) ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เราเชื่อและปฏิบัติ เข้าใจพระวาจาของพระเจ้าและคำสอนของพระศาสนจักร อีกทั้งสามารถอธิบายถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นได้

           1.3 ความคิดอ่าน (counsel) ทำให้เราตัดสินใจทำสิ่งที่ดีที่สุดตามจิตตารมณ์แห่งความเชื่อ  ช่วยให้เราคิดริเริ่มและสร้างสรรค์การปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น

           1.4 พละกำลัง (fortitude) ทำให้เรามีพละกำลังปฏิบัติในสิ่งที่ได้รับจากความคิดอ่าน  สามารถต่อสู้กับความชั่ว ยินดีเสียสละ และซื่อสัตย์มั่นคงในการทำหน้าที่ประจำวันต่าง ๆ โดยไม่ท้อถอย  เป็นพระพรที่ทำให้มรณสักขียอมตายดีกว่าจะละทิ้งความเชื่อ

           1.5 ความรู้ (knowledge) ทำให้เรามองสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเราเหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงมอง  ทำให้เรารู้พระประสงค์ของพระเจ้าและดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า

           1.6 ความศรัทธา (piety) ทำให้เราปรารถนาที่จะนมัสการและรับใช้พระเจ้าด้วยความรักและความเต็มใจ ไม่ใช่ทำไปเพราะเป็นหน้าที่  เหมือนอย่างที่เราต้องการให้เกียรติพ่อแม่โดยการทำสิ่งที่ท่านปรารถนา  ตัวอย่างกิจกรรมเช่น สวดภาวนา รับศีลศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

           1.7 ความยำเกรง (fear of the Lord) ทำให้เราปรารถนาที่จะไม่ทำให้พระเจ้าขัดเคืองพระทัย  เรายำเกรงพระเจ้าไม่ใช่เพราะกลัวหรือเพราะเป็นหน้าที่ แต่เป็นเพราะเรารักพระองค์

  1. พระคุณพิเศษอื่น ๆ (Charismata) ที่ทรงโปรดประทานแก่บางคนเพื่อความดีของส่วนรวม พร้อมกันนี้สภาสังคายนาแห่งนครนีเชอายังพูดถึงกำเนิดของพระจิตเจ้าไว้ว่า “ทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร”  ในขณะที่พระเยซูเจ้า “ทรงบังเกิดจากพระบิดา” นักบุญโธมัส อะไควนัส อธิบายความแตกต่างระหว่าง “บังเกิด” และ “เนื่อง” ไว้ดังนี้

           – พระเจ้าทรงมีสติปัญญา (Intellect) สำหรับคิด และน้ำใจ (Free Will) สำหรับรัก

           – สิ่งที่พระเจ้าทรงคิดถึงตั้งแต่นิรันดรคือ “ตัวพระองค์เอง” เพราะไม่มีสิ่งอื่นใดให้พระองค์คิดถึง

           – เมื่อทรงคิด “ย่อมก่อให้เกิด” ตัวแทนของสิ่งที่ทรงคิด (ตัวอย่างเช่น เวลาเราคิดถึงมนุษย์ต่างดาว เรากำลังก่อให้เกิดตัวแทนหรือ “มโนภาพ” ของมนุษย์ต่างดาวขึ้นในความคิดของเรา)

           – เนื่องจากพระเจ้าไม่มีขอบเขต ความคิดของพระองค์ย่อมไม่มีขอบเขต (คิดครั้งเดียวก็ครบครันและครอบคลุมทุกสิ่ง) และ “ตัวแทน” ของสิ่งที่ “เกิด” จากความคิดของพระองค์ก็ย่อมไม่มีขอบเขตไปด้วย  พระคัมภีร์เรียก “ตัวแทน” ที่เกิดจากความคิดนี้ว่า “ภาพที่แลเห็นได้ของพระเจ้าที่แลเห็นไม่ได้”, “พระวจนาตถ์”, “พระปรีชาญาณ” ฯลฯ

           – และเพราะความคิดของพระเจ้าก่อให้เกิดพระวจนาตถ์ ความ สัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับพระวจนาตถ์จึงเป็นแบบ “พ่อ-ลูก” หรือ “พระบิดา และ พระบุตร”

       จากภาษาเชิงเปรียบเทียบเหล่านี้ จึงนำมาสู่การยืนยันว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเป็นเจ้า  ทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกัปก่อนกัลป์….”

       ดังได้กล่าวแล้วว่า พระเจ้านอกจากทรงมีสติปัญญาสำหรับคิดแล้ว พระองค์ยังทรงมีน้ำใจสำหรับรักอีกด้วย
              – ตั้งแต่นิรันดร พระบิดาทรงรักพระบุตรอย่างไม่มีขอบเขต
              – แต่ความรักของพระบิดาไม่ได้ก่อให้เกิดมโนภาพของพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รัก เพียงแต่โน้มน้าวให้ทั้งพระบิดาและพระบุตรมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน
              – ความรักซึ่งไม่มีขอบเขตของพระบิดาจึงไม่ได้เกิดจากพระบิดา แต่ “เนื่อง” มาจากพระบิดาและพระบุตรทรงรักกัน
              – ความรักอันเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตรนี้ เป็นผลงานของ “น้ำใจ” หรือ “จิตใจ” ของพระเจ้า จึงได้รับพระนามว่า “พระจิต”

       เราจึงยืนยันว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระจิตทรงเป็นพระเป็นเจ้าผู้บันดาลชีวิต ทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร….”

       ในเมื่อพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้บันดาลชีวิตและพร้อมจะเป็นพระผู้ช่วยเหลือเราในทุกสิ่งและทุกโอกาส  การสมโภชวันนี้จะไม่มีความหมายใดเลยหากเราไม่กราบทูลพระองค์ว่า

“ เชิญเสด็จมาพระจิตเจ้าข้า
เชิญมาสถิตในดวงใจของลูกด้วยเทอญ ” !

วัดเซนต์จอห์น 1110/9 ลาดพร้าว ซอย 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
Copyright © 2019 Saint John Church. All Rights Reserved.
แชร์เลย