Parish
Bulletins
• สารวัดเซนต์จอห์น •
สมโภชพระวรกาย
และพระโลหิตพระคริสตเจ้า ปี C
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2019
“ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน”
🔸 ลก 9:16 🔸
[flipbook pdf="http://www.saintjohnbkk.com/wp-content/uploads/2019/06/BULLETIN_23JUNE2019.pdf" width="100%" height="600"]
ข่าวดีวันอาทิตย์

• ลก 9:11ข-17 •

       11พระองค์ทรงต้อนรับประชาชนและตรัสสอนเขาเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า ทรงรักษาคนที่ต้องการการบำบัดรักษา  12เมื่อจวนถึงเวลาเย็น อัครสาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนกลับไปเถิด เขาจะได้ไปตามหมู่บ้านและชนบทโดยรอบเพื่อหาที่พักและอาหาร เพราะขณะนี้เราอยู่ในที่เปลี่ยว”  13พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” เขาทูลว่า “เราไม่มีอะไรนอกจากขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวเท่านั้น หรือว่าเราจะไปซื้ออาหารสำหรับคนเหล่านี้ทั้งหมด”  14ที่นั่นมีผู้ชายประมาณห้าพันคน พระองค์จึงตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “จงบอกให้พวกเขานั่งลงเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณห้าสิบคน”  15เขาก็ทำตามและให้ทุกคนนั่งลง  16พระเยซูเจ้าทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า  ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ส่งให้บรรดาศิษย์นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน  17ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้สิบสองกระบุง

       การทวีขนมปังเพื่อเลี้ยงประชาชนจำนวนมากเป็นเพียงอัศจรรย์เดียวที่มีบันทึกไว้ในพระวรสารทุกฉบับ (มธ 14:13; มก 6:30; ลก 9:11; ยน 6:1) แต่ละฉบับกล่าวถึงการทวีขนมปังของพระเยซูเจ้าไว้ ดังนี้

       มัทธิว : “ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกแก่ประชาชน”

       มาระโก : “พระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า แล้วทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกจ่ายให้กับประชาชน

       ลูกา : “พระเยซูเจ้าทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ส่งให้บรรดาศิษย์นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน”

       ยอห์น : “พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปังขึ้น ทรงขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่นั่งอยู่ตามที่เขาต้องการ”

       จะเห็นว่าสาระสำคัญที่มีเหมือนกันทุกฉบับคือ พระเยซูเจ้าทรง “กล่าวถวายพระพร” ก่อน “แจกจ่าย” ขนมปังแก่ประชาชน แปลว่าไม่มีทาง ที่พระองค์จะยอมรับประทานอาหารโดยไม่ขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงประทานทุกสิ่งที่ดีแก่เราเสียก่อน !

       บรรดารับบีถึงกับสอนว่า “ผู้ที่ยินดีกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยปราศจากการขอบพระคุณ  เขากำลังขโมยสิ่งนั้นจากพระเจ้า”

       ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ หลังจากกล่าวถวายพระพรแล้ว พระเยซูเจ้าทรงบิขนมปัง (ยกเว้นยอห์นที่ไม่กล่าวถึง) และแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทันที โดยไม่มีฉบับใดเลยที่อธิบายว่าพระองค์ทรงทวีขนมปังอย่างไร

       เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงอาจอธิบายการทวีขนมปังของพระองค์ได้อย่างน้อย 2 แนวทางด้วยกัน คือ

  1. พระองค์ทรงทำ “อัศจรรย์” ตามตัวอักษร คือ ทรงทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่อาจกระทำหรือเข้าใจได้ เว้นแต่จะได้รับพระพรพิเศษจากพระเจ้า ดังเช่นในกรณีนี้ที่พระองค์ทรงเพิ่มขนมปังและปลาจำนวนน้อยนิดเพื่อเลี้ยงประชาชนจำนวนมากมาย

  2. เบธไซดาเป็นเมืองที่ปลอดผู้คนจนพระเยซูเจ้าทรงเลือกใช้เป็นสถานที่สำหรับปลีกพระองค์เพื่ออยู่ตามลำพังกับบรรดาอัครสาวก (ลก 9:10)  แน่นอนว่าประชาชนที่ติดตามพระองค์ย่อมต้องนำอาหารติดตัวไปด้วยยามต้องเดินทางไปในสถานที่เปลี่ยวเช่นนี้ (ลก 9:12)

    แต่สาเหตุที่พวกเขายังคงหิวอาจเป็นเพราะ “ความเห็นแก่ตัว” ไม่ยอมนำอาหารของตนออกมากินด้วยเกรงว่าจะต้องแบ่งปันให้คนรอบข้าง และทำให้สัดส่วนของตนลดน้อยลง

    เมื่อประชาชนเห็นอัครสาวกนำขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวมามอบให้พระเยซูเจ้าและพระองค์ทรงเริ่มแจกจ่ายแก่ผู้อื่น  จิตใจของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป พวกเขานำสิ่งที่ตนมีออกมาแบ่งปันกันจนกระทั่ง “ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้สิบสองกระบุง” (ลก 9:17)

    เท่ากับว่าพระเยซูเจ้าทรงทำ “อัศจรรย์” เปลี่ยน “ความเห็นแก่ตัว” ของคนให้เป็น “ความรักต่อเพื่อนมนุษย์”
    ไม่ว่าเราจะอธิบายแบบใดก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “อัศจรรย์” อย่างแน่นอน !

       ที่สุด เมื่อทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปังเลี้ยงประชาชนจำนวนมากแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นปังทรงชีวิตที่ลงมาจากสวรรค์  ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และปังที่เราจะให้นี้คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต… ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร  เราจะทำให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย” (ยน 6:51,54)

       แสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงปรารถนาให้อัศจรรย์ทวีขนมปังเลี้ยงประชาชนเป็นรูปแบบถึง “ปังทรงชีวิต” ที่พระองค์ทรงมอบ “เนื้อ” และ “โลหิต” ของพระองค์เองเพื่อทำให้เรามีชีวิตนิรันดร

       การสมโภชวันนี้  จึงเป็นการเฉลิมฉลองอัศจรรย์ที่พระองค์ท่านทรงประทานปังทรงชีวิต นั่นคือพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์เอง เพื่อบันดาลชีวิตนิรันดรแก่เรา

       ทุกวันนี้เรารับพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้าใน ศีลมหาสนิท

       เนื่องจาก “พระวรกาย” และ “พระโลหิต” คือ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พระเยซูเจ้าเป็นพระเยซูเจ้า  การรับศีลมหาสนิทจึงต้องเป็นการรับพระเยซูเจ้าทั้งครบ

       นั่นคือ เราไม่เพียงรับพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์เข้ามาในตัวเราเท่านั้น แต่เรายังต้องรับ “ความรู้สึกนึกคิด ความปรารถนา แนวทางดำเนินชีวิต และทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้พระเยซูเจ้าเป็นพระเยซูเจ้า” เข้ามาในชีวิตของเราด้วย

       ดังนั้น การรับศีลมหาสนิทจึงต้องทำให้เราละม้ายคล้ายพระองค์มากขึ้นทุกวัน เพื่อเราจะได้มีชีวิตนิรันดรเหมือนพระองค์

       หลังรับศีลมหาสนิท ชีวิตของเราจึงต้องสะท้อนความเป็นพระเยซูเจ้า ทุกแห่ง ทุกเวลา และกับทุกคน ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตเหมือนเดิมเมื่อจบพิธีบูชามิสซา…

       ตัวอย่าง “ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ” ของพระเยซูเจ้าที่พระวรสารวันนี้กล่าวถึง คือ

  1. พระองค์ทรงมีเวลาให้ผู้อื่นเสมอ ลูกาเล่าว่า “เมื่อบรรดาอัครสาวกกลับมา (จากการประกาศข่าวดีและรักษาโรค) แล้ว  เขาทูลทุกสิ่งที่ได้กระทำแด่พระเยซูเจ้า  พระองค์จึงทรงพาเขาไปด้วย ทรงปลีกพระองค์ไปยังเมืองที่มีชื่อว่าเบธไซดา (ลก 9:10)

    สิ่งที่พระองค์ต้องการและพยายามปลีกตัวไปแสวงหา คือ ความสงบ และความเป็นส่วนตัวตามลำพังกับบรรดาอัครสาวก

    เราจะรู้สึกอย่างไร หากกำลังอยู่ตามลำพังกับเพื่อนสนิท แล้วถูกเจ้านายตามตัว  หรือกำลังง่วนอยู่กับงานเพราะกลัวว่าจะเสร็จไม่ทันกำหนด แล้วมีคนมารบกวน มาขอความช่วยเหลือ ฯลฯ ?
    แน่นอนเราย่อมรู้สึกหงุดหงิด และไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

    แต่พระเยซูเจ้า เมื่อถูกประชาชนติดตามไปรบกวนความสงบถึงเมืองเบธไซดา แทนที่จะแสดงอาการหงุดหงิด พระองค์กลับ “ต้อนรับเขาและตรัสสอนเขาเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า ทรงรักษาคนที่ต้องการการบำบัดรักษา” (ลก 9:11) อีกทั้งทรงห่วงใยปากท้องของพวกเขาจนต้องตรัสสั่งบรรดาศิษย์ว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” (ลก 9:13)

    นี่คือพระเยซูเจ้า !!
    เมื่อมีผู้เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีคำว่า “ไม่มีเวลา” สำหรับพระองค์
  1. พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ร่างกายของมนุษย์ นับเป็นเรื่องน่าพิศวงอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงใช้เวลามากมาย ไม่ใช่เพื่อ “พูด”  แต่เพื่อเยียวยาความเจ็บป่วยและบรรเทาความหิวโหยของเรามนุษย์

    ทุกวันนี้ พระองค์ยังต้องการเราทุกคนให้เป็นดั่ง “มือ” ของพระองค์เพื่อให้บริการและรับใช้เพื่อนมนุษย์ เพื่อเยียวยาความเจ็บป่วยและบรรเทาความหิวโหยของพวกเขา

    เพราะฉะนั้น มารดาซึ่งใช้เวลาตลอดชีวิตปรุงอาหารให้แก่ลูกผู้หิวโหย หรือแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน ตลอดจนทุกคนที่มีส่วนในการบรรเทาความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมาน และช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น  พวกเขาเหล่านี้กำลังประกาศพระเยซูเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระสงฆ์หรือนักบวชเลย
  1. พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวาง เมื่อทรงคิดจะเลี้ยงอาหารประชาชน พระองค์ไม่ได้ทำแบบสุกเอาเผากิน แต่ทรงเลี้ยงพวกเขาทุกคนจน “อิ่มหนำ”  แถมยังมีเหลืออีกตั้งสิบสองกระบุง

    “ความรัก” ทำให้การคำนวณว่า แค่ไหนมาก ?  แค่ไหนน้อย ?  แค่ไหนพอเพียง ? เป็นสิ่งเกินจำเป็น
    หรือมีใครในพวกเราที่ซื้อดอกกุหลาบให้คนรักในวันวาเลนไทน์ แล้วมานั่งเสียใจหลังจากคำนวณแล้วว่า ดอกกุหลาบของตนแพงกว่าดอกกุหลาบที่คนรักซื้อให้ตั้งหลายเท่า ?
    เมื่อคิดจะรัก ใครจะมานั่งคิดคำนวณ ?!?

    การรับศีลมหาสนิทเป็นประจำจึงต้องทำให้เราเลิกคิดคำนวณว่าเดือนนี้ต้องช่วยคนจนเท่าไร ?  ยังเหลืองบประมาณอีกเท่าใด ?  หรือคนคนนี้เราได้ให้ความช่วยเหลือมามากแล้ว คงพอได้แล้วกระมัง !

    เพราะ ถ้ารักพระเยซูเจ้า ก็ต้อง “ใจกว้าง” เหมือนพระองค์ !
    หาไม่แล้ว การสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า
    วันนี้ ผ่านมาแล้วก็จะ ผ่านไป… เหมือนเราไม่ใช่คริสตชน !!!

วัดเซนต์จอห์น 1110/9 ลาดพร้าว ซอย 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

Copyright © 2019 Saint John Church. All Rights Reserved.

แชร์เลย