St. John Church Bulletin
สารวัดเซนต์จอห์น
สารวัดเซนต์จอห์น
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา ปี C
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2019
“ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว”
🔸 ลก 4:21 🔸
[flipbook pdf="http://www.saintjohnbkk.com/wp-content/uploads/2019/02/BULLETIN_27JAN2019.pdf" width="100%" height="600"]
ข่าวดีวันอาทิตย์

ลก 1:1-4; 4:14-21

          1ท่านเธโอฟีลัสที่เคารพยิ่ง คนจำนวนมากได้เรียบเรียงเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเรา  2ผู้ที่เป็นพยานรู้เห็นและประกาศพระวาจามาตั้งแต่แรกได้ถ่ายทอดเหตุการณ์เหล่านี้ให้เรารู้แล้ว  3ข้าพเจ้าจึงตกลงใจค้นคว้าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นอย่างละเอียด แล้วเรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งสำหรับท่านด้วย ท่านเธโอฟีลัสที่เคารพ  4เพื่อท่านจะได้รู้ว่าคำสอนที่ท่านรับมานั้นเป็นความจริง

          14พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปแคว้นกาลิลีพร้อมด้วยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า กิตติศัพท์ของพระองค์เลื่องลือไปทั่วแว่นแคว้นนั้น  15พระองค์ทรงสอนตามศาลาธรรมของชาวยิวและทุกคนต่างสรรเสริญพระองค์  16พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงเจริญวัย ในวันสับบาโต พระองค์เสด็จเข้าไปในศาลาธรรมเช่นเคย ทรงยืนขึ้นเพื่อทรงอ่านพระคัมภีร์  17มีผู้ส่งม้วนหนังสือประกาศกอิสยาห์ให้พระองค์ พระเยซูเจ้าทรงคลี่ม้วนหนังสือออก ทรงพบข้อความที่เขียนไว้ว่า  18พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ คืนสายตาให้แก่คนตาบอด ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ 19ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า  20แล้วพระเยซูเจ้าทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้เจ้าหน้าที่และประทับนั่งลง  สายตาของทุกคนที่อยู่ในศาลาธรรมต่างจ้องมองพระองค์  21พระองค์จึงทรงเริ่มตรัสว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว”

          ลูกาเป็นชาวมาซีโดเนียจึงเป็นผู้นิพนธ์พระวรสารเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่ชาวยิว มี “ลูกวัว” อันเป็นสัตว์สำหรับถวายบูชาเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว เพราะท่านเน้นว่าพระเยซูเจ้าคือเครื่องบูชาเพื่อยกบาปของโลก โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นยิวหรือต่างชาติ และไม่เลือกว่าเป็นคนดีหรือเลว ทุกคนล้วนได้รับผลจากการไถ่บาปของพระองค์  

          อารัมภบทของลูกาถือว่ามีเอกลักษณ์แตกต่างจากพระวรสารฉบับอื่น  ท่านเริ่มต้นโดยใช้คำสรรพนามว่า “ข้าพเจ้า” ในขณะที่มัทธิวเริ่มต้นด้วยลำดับพระวงศ์ของพระเยซูเจ้า (มธ 1:1-17) มาระโกด้วยคำประกาศของยอห์นผู้ทำพิธีล้าง (มก 1:1-8) และยอห์นด้วยการกล่าวถึงพระวจนาตถ์ (ยน 1:1-18)

          นอกจากใช้คำ “ข้าพเจ้า” แล้ว  ลีลาการเริ่มต้นของลูกายังถือว่า “สุดยอด” อย่างยิ่ง “ข้าพเจ้าจึงตกลงใจค้นคว้าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นอย่างละเอียด แล้วเรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งสำหรับท่าน…เพื่อท่านจะได้รู้ว่าคำสอนที่ท่านรับมานั้นเป็นความจริง” (ลก 1:3-4)

          นักประวัติศาสตร์ระดับปรมาจารย์อย่างเช่น เฮโรโดตัส (Herodotus) ขึ้นต้นผลงานของท่านว่า “นี่คือผลการค้นคว้าของเฮโรโดตัสแห่งเมืองฮาลีการ์นัสซุส” และนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังอย่างดีโอนีซีอุส (Dionysius of Halicar- nassus) ก็เริ่มบทนำว่า “ก่อนเริ่มต้นเขียน ข้าพเจ้าได้รวบรวมข้อมูลบางส่วนจากผู้รู้ที่ข้าพเจ้าได้พบปะ และบางส่วนจากประวัติศาสตร์ที่ชาวโรมันได้บันทึกไว้ด้วยความชื่นชม”

          จะเห็นว่าลูกาเลียนแบบลีลาการเริ่มต้นของนักประวัติศาสตร์ที่ถือกันว่าดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในยุคสมัยของท่าน !

          นอกจากลูกาจะพยายามแสวงหาการเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว พระคัมภีร์ซึ่งคัดลอกด้วยมือในสมัยโบราณบางฉบับก็ได้รับการจารึกด้วยน้ำหมึกสีเงินบนหนังวัวสีแดงเข้ม และเมื่อถึงคำว่า “พระเจ้า” หรือ “พระเยซูเจ้า” พวกเขาจะจารึกด้วยน้ำหมึกสีทองซึ่งถือว่าดีที่สุด ทุกคืนวันศุกร์ มีสัตบุรุษบางคนเตรียมเหรียญใหม่ที่สุด และเงาเป็นมันที่สุด เพื่อใส่ถุงทานถวายพระเจ้าในวันอาทิตย์ เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าหน้าที่การงานของเราจะแตกต่างกันเพียงใดก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันคือความคิดที่ว่า “สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้นที่คู่ควรกับพระเยซูเจ้า” !!!

          จากอารัมภบท ลูกายอมรับว่า “คนจำนวนมากได้เรียบเรียงเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเรา  ผู้ที่เป็นพยานรู้เห็นและประกาศพระวาจามาตั้งแต่แรกได้ถ่ายทอดเหตุการณ์เหล่านี้ให้เรารู้แล้ว” (ลก 1:1-2) นั่นคือ มีคนเรียบเรียงและพูดเรื่องพระเยซูเจ้าให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว…

          แต่ การฟังคนอื่นเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า ลูกาถือว่ายังไม่พอ
         
ท่าน “จึงตกลงใจค้นคว้าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นอย่างละเอียด” (ลก 1:3)

          พูดง่าย ๆ ก็คือ ท่านต้องการรู้จักพระเยซูเจ้าด้วยตัวของท่านเอง !

          “ความเชื่อ” และ “ศาสนา” ที่ “แท้จริง” จึงต้องไม่ใช่ประสบการณ์มือสองที่รับฟังหรือถ่ายทอดมาจากพระสงฆ์ นักบวช พ่อแม่ หรือ ครูคำสอน  แต่ต้องเป็นประสบการณ์ที่เราแต่ละคนค้นพบและรู้จักพระเยซูเจ้าด้วยตัวของเราเอง นักวิชาการบางคนถึงกับกล่าวว่า พระวรสารทั้งสี่มีความสำคัญก็จริง แต่เหนือกว่าพระวรสารทั้งสี่ คือ พระวรสารที่ได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเราแต่ละคน…

          ดังได้กล่าวแล้วว่าลูกา “ตกลงใจค้นคว้าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นอย่างละเอียด แล้วเรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งสำหรับท่าน…เพื่อท่านจะได้รู้ว่าคำสอนที่ท่านรับมานั้นเป็นความจริง” (ลก 1:3-4)

          เห็นได้ชัดว่าท่านใช้ “ความพยายามสูงสุด” ค้นคว้าเรื่องของพระเยซูเจ้า ! 
          แม้ลูกาจะพูดเป็นนัยถึง “ความพยายาม” ของท่านในการเขียนพระวรสาร  แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่าพระวรสารของท่านไม่ได้รับ “การดลใจ” จากพระเจ้า แปลว่า “การดลใจจากพระเจ้า” และ “ความพยายามของมนุษย์” เป็นสองสิ่งที่ต้องไปควบคู่กันเสมอ ! พระเจ้าจะไม่ดลใจคนที่เกียจคร้าน นั่งกอดอก แล้วรอ  แต่พระองค์จะดลใจคนที่ขยันขันแข็ง และเสาะแสวงหาความจริงดังเช่นลูกา อาจกล่าวได้ว่า การดลใจที่แท้จริง คือ การร่วมมือกันของจิตใจมนุษย์ที่แสวงหาความจริงกับการเผยแสดงของพระจิตเจ้า

          ดังนั้น ผู้ที่บ่นว่าไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า หรือ พระเจ้าไม่เคยสดับฟังคำภาวนาของตน  จึงควรทบทวนว่าพระดำรัสที่ว่า “จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ” (มธ 7:7) ยังคงดังก้องอยู่ในจิตใจของตนหรือไม่ !?!?!

…………………………………………….

          หลังจากรับพิธีล้างแล้ว (ลก 3:21-22) พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังถิ่นทุรกันดารที่ซึ่งปีศาจได้มาทดสอบพระองค์ด้วยการหยิบยื่นวิธีการง่าย ๆ ดังเช่น แจกสิ่งของ (ขนมปัง)  ใช้อิทธิฤทธิ์ (โดดจากยอดพระวิหาร)  หรือประนีประนอมกับโลก (กราบปีศาจ) เพื่อจูงใจประชาชนให้หันมาติดตามพระองค์ (ลก 4:1-13) แต่พระเยซูเจ้าทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดเลือก “หนทางของไม้กางเขน” เพื่อทำให้ภารกิจที่พระบิดาทรงมอบหมายสำเร็จลุล่วงไป

          เมื่อได้วิธีการแล้ว ขั้นต่อไปคือการเลือก “สถานที่” สำหรับเริ่มภารกิจ
          พระองค์ทรงเลือก “แคว้นกาลิลี”…..

          แคว้นกาลิลีอยู่ทางทิศเหนือของปาเลสไตน์  มีความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร และกว้างจากตะวันออกจรดตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร

          โยเซฟุส (Josephus) นักประวัติศาสตร์ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าราชการในย่านนี้มาก่อน ได้บันทึกไว้ว่าแคว้นกาลิลีประกอบด้วยเมืองและหมู่บ้าน 204 แห่ง แต่ละแห่งมีประชากรไม่ต่ำกว่า 15,000 คน รวมแล้วแคว้นนี้มีประชากรหนาแน่นมากกว่า 3 ล้านคน สภาพดินฟ้าอากาศและแหล่งน้ำนับว่าดีมาก เหมาะแก่การเพาะปลูก จนมีสุภาษิตว่า “จะปลูกมะกอกให้โตสักพันต้นในแคว้นกาลิลียังง่ายกว่าเลี้ยงเด็กคนเดียวให้โตในแคว้นยูเดีย” !

          “กาลิลี” มาจากภาษาฮีบรู Galil (กาลิล) แปลว่า “วงกลม” ทั้งนี้เป็นเพราะแคว้นกาลิลีถูกล้อมรอบด้วยดินแดนของคนต่างชาติ

          เพราะถูกแวดล้อมโดยคนต่างชาติ ชาวกาลิลีจึงรับอิทธิพลความคิดใหม่ ๆ เข้ามาเสมอจนเหลือความเป็นอนุรักษ์นิยมน้อยที่สุดในปาเลสไตน์  โยเซฟุส กล่าวว่าพวกเขาชอบการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ  รักการเปลี่ยนแปลงเป็นชีวิตจิตใจ พร้อมลุกฮือก่อการจลาจลหากมีผู้นำ กล้าหาญ และรักเกียรติยศมากกว่าผลกำไร ในดินแดนที่ประชาชนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยอมรับสิ่งใหม่ ๆ เช่นนี้เอง ที่พระเยซูเจ้าทรงมั่นพระทัยว่า “ข่าวดี” ของพระองค์จะได้รับการสดับฟัง หยั่งรากลึก และเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต

          ส่วนเรา..!  เรามีคุณสมบัติพร้อมให้พระองค์เริ่มต้นภารกิจแล้วหรือยัง ?….      
          นอกจากทรงเลือกแคว้นกาลิลีเป็นสถานที่สำหรับเริ่มต้นภารกิจแล้ว “พระองค์ทรงสอนตามศาลาธรรมของชาวยิว” (ลก 1:15)

          ศาลาธรรมเป็นศูนย์กลางชีวิตทางศาสนาของชาวยิว  กฎหมายยิวจึงกำหนดไว้ว่า “ที่ใดมีชาวยิวอาศัยรวมกัน 10 ครอบครัวขึ้นไป ที่นั่นต้องมีศาลาธรรม” ในศาลาธรรมไม่มีการถวายเครื่องบูชา  หากต้องการถวายเครื่องบูชาต้องไปที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มเพียงแห่งเดียว

          กิจกรรมในศาลาธรรมมี 3 ด้านด้วยกัน คือ

  1. การนมัสการพระเจ้า โดยการสวดภาวนา
  2. การอ่านพระคัมภีร์ โดยคัดเลือกผู้ร่วมพิธี 7 คนขึ้นมาอ่านพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูโบราณซึ่งผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่เข้าใจแล้ว จึงต้องมีผู้แปลเป็นภาษาอาราไมอิกหรือภาษากรีกอีกทอดหนึ่ง  หากเป็นหนังสือปัญจบรรพซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายต้องอ่านแล้วแปลทีละข้อ  แต่ถ้าเป็นหนังสือประกาศกให้อ่านสามข้อแล้วจึงแปล
  3. การสอน เนื่องจากไม่มีนักเทศน์ประจำ จึงเป็นหน้าที่ของหัวหน้าศาลาธรรมที่จะเชิญบุคคลผู้มีชื่อเสียงขึ้นพูดและนำการสนทนา

          นี่คือสาเหตุที่ทำให้พระเยซูเจ้ามีโอกาสขึ้นเทศน์สอนใน “ศาลาธรรม” อันเป็นแหล่งชุมนุมของประชาชนที่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจและต้องการนมัสการพระองค์ และพระองค์ทรงเลือกผู้ที่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจเช่นนี้เอง ให้เป็นแขกรับเชิญในงาน “เปิดตัว” ภารกิจของพระองค์ พระเยซูเจ้ามิได้เสด็จไปในศาลาธรรมเฉพาะโอกาส “เปิดตัว” เท่านั้น  แต่ “ในวันสับบาโต พระองค์เสด็จเข้าไปในศาลาธรรมเช่นเคย” (ลก 1:16)

          นั่นคือ พระองค์เสด็จไปในศาลาธรรมทุกวันสับบาโตจนเป็น “นิสัย”

          แม้ว่ามีหลายประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจที่พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วย อีกทั้งการนมัสการพระเจ้าในศาลาธรรมก็ยังห่างไกลจากคำว่า “ครบครัน”  กระนั้นก็ตาม พระองค์ยังเสด็จไปร่วมนมัสการพระเจ้า ทุกวันพระเจ้า !

          “มีผู้ส่งม้วนหนังสือประกาศกอิสยาห์ให้พระองค์ พระเยซูเจ้าทรงคลี่ม้วนหนังสือออก ทรงพบข้อความที่เขียนไว้ว่า ‘พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ คืนสายตาให้แก่คนตาบอด ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า’” (ลก 1:17-19)

          ข้อความนี้มาจากหนังสือประกาศกอิสยาห์บทที่ 61 ซึ่งเป็นคำทำนายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของพระเมสสิยาห์

          หากเปรียบเทียบกับคำสอนของยอห์น ผู้ทำพิธีล้างที่กล่าวว่า “สัญชาติงูร้าย ผู้ใดแนะนำท่านให้หนีการลงโทษที่กำลังจะมาถึง จงประพฤติตนให้สมกับที่ได้กลับใจแล้วเถิด…บัดนี้ ขวานกำลังจ่ออยู่ที่รากของต้นไม้แล้ว ต้นไม้ต้นใดที่ไม่ออกผลดีจะถูกโค่นและโยนใส่ไฟ” (ลก 3:7-9)

          เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าพระเยซูเจ้าทรงนำ “ข่าวดี” จริง ๆ มาประกาศ ไม่ใช่ “คำขู่” ดังเช่นคำสอนของยอห์น และเมื่อพระองค์ตรัสว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” (ลก 1:21) ยิ่งทำให้ข่าวดีของพระองค์เป็น “ข่าวดียกกำลังสอง” !! เพราะสิ่งที่ประกาศกอิสยาห์ได้ทำนายไว้เป็นเพียง “ความใฝ่ฝัน” แต่พระเยซูเจ้าทรงทำให้ “ข่าวดี” เป็น “ความจริง”

 

 

          ข่าวดีเรื่องการปลดปล่อย และปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า ซึ่งชาวยิวตั้งหน้าตั้งตารอคอยมานานกว่า 700 ปี….

          บัดนี้ ข่าวดีนั้นเป็นจริงแล้ว !
         
พระเมสสิยาห์เสด็จมาแล้ว !!
         
เหลืออีกเพียงความใฝ่ฝันเดียวที่ “รอเรา” ทำให้เป็นจริง…..
         
นั่นคือ “เปิดใจรับความโปรดปรานจากพระเจ้า” !!!!

 

ปรัชญาน่าคิด..
เมื่อชีวิตเป็นดั่งเช่น “แก้วกาแฟ”

ในงานเลี้ยงรุ่นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง ทุกคนต่างมารวมตัวกันเพื่อพบปะพูดคุยกันและมาเยี่ยมศาสตราจารย์ผู้เป็นอาจารย์สอนพวกเขา แรก ๆ ทุกคนก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และสักพักบทสนทนาเริ่มเปลี่ยนเป็นคุยเรื่องความเครียดและปัญหาในเรื่องการทำงาน อาจารย์นั่งฟังลูกศิษย์แต่ละคนเล่าถึงปัญหาของตัวเองอยู่นาน จนถึงช่วงเวลาพักดื่มกาแฟ

ท่านศาสตราจารย์จึงเดินเข้าไปในครัวและกลับมาพร้อมหม้อกาแฟใบโต พร้อมถ้วยกาแฟสารพัดชนิด มีทั้งถ้วยพลาสติกราคาถูกดูไร้ค่า ถ้วยเมลานีน ถ้วยกระเบื้องเคลือบ ถ้วยคริสตัล และถ้วยหรูหราราคาแพง ลูกศิษย์แต่ละคนต่างเลือกหยิบถ้วยไปใส่กาแฟกันตามชอบใจ

เมื่อทุกคนต่างถือถ้วยกาแฟไว้ในมือครบทุกคนแล้ว ท่านศาสตราจารย์จึงพูดกับลูกศิษย์ว่า “ถ้าพวกเธอจะสังเกตให้ดี จะเห็นว่าพวกเธอต่างเลือกถ้วยกาแฟที่ดูหรูหราราคาแพงกันหมด ไม่มีใครอยากเลือกถ้วยพลาสติกราคาถูกเลยสักคน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกคนที่ย่อมอยากจะเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และด้วยเหตุผลนี้เองที่เป็นต้นเหตุให้พวกเธอทุกข์ มีปัญหาและเกิดความเครียดในชีวิต”

ศาสตราจารย์พูดต่อไปว่า “พวกเธอต่างรู้ดีว่าถ้วยกาแฟไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพใด ๆ ให้กาแฟแม้แต่น้อย ไม่ว่าถ้วยนั้นจะราคาแพงหรือหรูหราแค่ไหนก็ตามที สิ่งที่เธอต้องการคือกาแฟ ไม่ใช่ถ้วย แต่พวกเธอก็ยังคงไขว่ขว้าอยากจะได้แต่ถ้วยที่ดีที่สุด และยังคอยลอบมองถ้วยกาแฟคนอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบถ้วยตัวเองว่าของใครจะดีกว่ากัน”

ครูแค่อยากบอกเธอว่า ชีวิตคนเราก็เหมือนกาแฟ ส่วนการงาน เงินทอง ลาภยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งทางสังคมก็เหมือนถ้วยกาแฟ ทั้งหมดเป็นแค่เปลือกนอกที่ห่อหุ้มชีวิตเธอไว้ ไม่ว่าถ้วยหรือเปลือกนอกชีวิตพวกเธอจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันไม่อาจเปลี่ยนแปลงคุณค่าชีวิตภายในตัวเธอได้”

“บางครั้งการให้ความสนใจแต่ถ้วย ทำให้เราหลงลืมรสชาติหอมกรุ่นของกาแฟ ดังนั้นจงดื่มด่ำกับกาแฟ ไม่ใช่สนใจถ้วย”

ศาสตราจารย์ทิ้งท้ายไว้ว่า

“คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ใช่คนที่มีสิ่งดีที่สุด
แต่คือคนที่รู้จักทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด

ขอบคุณบทความจากเฟซบุ๊ค

อ่านสารวัดเซนต์จอห์นย้อนหลัง

วัดเซนต์จอห์น 1110/9 ลาดพร้าว ซอย 2 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

Copyright © 2019 Saint John Church. All Rights Reserved.

แชร์เลย