[hfe_template id='3451']
St. John Church Bulletin
สารวัดเซนต์จอห์น
สารวัดเซนต์จอห์น
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา ปี C
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2019
“จงแล่นเรือออกไปที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด”
🔸 ลก 5:4 🔸
[flipbook pdf="http://www.saintjohnbkk.com/wp-content/uploads/2019/02/BULLETIN_10FEB2019.pdf" width="100%" height="600"]
ข่าวดีวันอาทิตย์

ลก 5:1-11

1วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่บนฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท ขณะที่ประชาชนเบียดเสียดรอบพระองค์เพื่อฟังพระวาจาของพระเจ้า  2พระองค์ทอดพระเนตรเห็นเรือสองลำจอดอยู่ริมฝั่ง ชาวประมงกำลังซักอวนอยู่นอกเรือ  3พระองค์จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่งซึ่งเป็นของซีโมน ทรงขอให้เขาถอยเรือออกไปจากฝั่งเล็กน้อย แล้วประทับสั่งสอนประชาชนจากเรือนั้น  4เมื่อตรัสสอนเสร็จแล้ว พระองค์ตรัสแก่ซีโมนว่า “จงแล่นเรือออกไปที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด”  5ซีโมนทูลตอบว่า “พระอาจารย์ พวกเราทำงานหนักมาทั้งคืนแล้ว จับปลาไม่ได้เลย แต่เมื่อพระองค์มีพระดำรัส ข้าพเจ้าก็จะลงอวน”  6เมื่อทำดังนี้แล้ว พวกเขาจับปลาได้จำนวนมากจนอวนเกือบขาด  7เขาจึงส่งสัญญาณเรียกเพื่อนในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย พวกนั้นก็มาและนำปลาใส่เรือเต็มทั้งสองลำ จนเรือเกือบจม  8เมื่อซีโมนเปโตรเห็นดังนี้ จึงกราบลงที่พระชานุของพระเยซูเจ้า ทูลว่า “โปรดไปจากข้าพเจ้าเสียเถิด พระเจ้าข้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป”  9เพราะเขาและคนอื่น ๆ ที่อยู่กับเขาต่างประหลาดใจมากที่จับปลาได้มากเช่นนั้น 10ยากอบและยอห์น บุตรของเศเบดี ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานกับซีโมนก็ประหลาดใจเช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าจึงตรัสแก่ซีโมนว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไป ท่านจะเป็นชาวประมงหามนุษย์”  11เมื่อพวกเขานำเรือกลับถึงฝั่ง แล้วละทิ้งทุกสิ่งติดตามพระองค์

       ทะเลสาบเยนเนซาเรท ทะเลสาบกาลิลี และทะเลสาบตีเบรีอัส ล้วนเป็นชื่อของทะเลสาบเดียวกันซึ่งอยู่ในแคว้นกาลิลีทางตอนเหนือของปาเลสไตน์ มีขนาดกว้าง 13 กิโลเมตรและยาวจากเหนือจรดใต้ 21 กิโลเมตร อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 200 เมตร ปัจจุบันประชากรไม่หนาแน่นมากนัก แต่ในสมัยของพระเยซูเจ้ามีเมืองตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเลสาบมากถึง 9 แห่ง แต่ละแห่งมีประชากรไม่ต่ำกว่า 15,000 คน

       ตีเบรีอัส คือ หนึ่งใน 9 เมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบและทำให้ทะเลสาบได้รับการเรียกขานตามชื่อเมืองนี้
       ส่วนเยนเนซาเรทมาจากชื่อของที่ราบทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ เป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในปาเลสไตน์
       ณ ชายฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรทนี้เองที่ภารกิจของพระเยซูเจ้าได้ก้าวมาสู่จุดหักเหที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง

       ก่อนหน้านี้ไม่นาน พระองค์เสด็จไปเทศน์สอนในศาลาธรรมเป็นประจำ (ลก 4:16,20)
       แต่วันนี้ พระองค์เสด็จลงเรือของซีโมน แล้วประทับสั่งสอนประชาชนจากเรือนั้น (ลก 5:3)

       นับจากนี้ไปข่าวดีของพระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในศาลาธรรมหรือในโบสถ์เท่านั้น !

       พระองค์ทรง “ประกาศข่าวดี” และ “สร้างพระอาณาจักร” ของพระองค์ทุกหนแห่งและทุกเวลาที่โอกาสเอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นในศาลาธรรม ริมฝั่งทะเลสาบ ตามถนนหนทาง ในบ้านเรือน หรือแม้แต่ในที่ทำงาน อย่างเช่น ในเรือประมงเล็ก ๆ ของซีโมน พระองค์ก็ไม่วายใช้เป็นธรรมาสน์สำหรับประกาศข่าวดี ! เรียกว่าทุกแห่งที่มีคนต้องการฟังพระองค์ พระองค์ทรงประกาศข่าวดีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จริงอยู่ทุกคนย่อมปรารถนาที่จะประกาศข่าวดีบนธรรมาสน์ที่สง่างามพร้อมกับระบบเสียงที่ดังฟังชัด  แต่หากเราต้องการเจริญรอยตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้า เราต้องพร้อมประกาศข่าวดีไม่ว่าจะอยู่ในวัด ที่บ้าน ที่ทำงาน ระหว่างเดินทาง หรือแม้แต่ระหว่างพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม !

       ควบคู่ไปกับการประกาศข่าวดี ก็คือ “การกระทำ”

       พระเยซูเจ้าตรัสสั่งซีโมนว่า
       “จงแล่นเรือออกไปที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด”
(ลก 5:4)

       และผลลัพธ์ที่ได้ คือ
       “พวกเขาจับปลาได้จำนวนมากจนอวนเกือบขาด” (ลก 5:6)

       บทเรียนจากการจับปลาได้มากเกินคาดครั้งนี้ คือ  หากเราคิดจะสัมผัสกับ “อัศจรรย์” ในชีวิตของเราเหมือนกับซีโมน เปโตร สิ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ

  1. ดวงตาที่พร้อมจะมองเห็น 

              การที่ซีโมนและเพื่อนจับปลาได้จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูเจ้าทรง “เนรมิต” ฝูงปลาขึ้นมาให้พวกเขาจับ แต่เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติในทะเลสาบกาลิลีที่บางครั้งฝูงปลาจำนวนมากมารวมตัวกันหนาแน่นกินพื้นที่เป็นไร่ ๆ

              พระองค์ทรงมีสายพระเนตรแหลมคมจนสามารถ “มองเห็น” ฝูงปลาเหล่านั้น
              และช่วยให้พวกเขาจับปลาได้จำนวนมากอย่างน่าอัศจรรย์

              พระองค์ทรงมีดวงตาที่พร้อมจะ “มองเห็น”

              ที่ผ่านมา มีคนมากมายมองเห็นไอน้ำพวยพุ่งออกมาจากฝากาน้ำเดือด แต่มีเพียงเจมส์ วัตต์ (James Watt) ที่มองเห็นเครื่องจักรไอน้ำ และมีคนอีกมากมายเช่นกัน ที่เห็นผลแอปเปิลตกลงสู่พื้น แต่มีเพียงไอแซค นิวตัน (Isaac Newton) ที่มองเห็นทฤษฎีแรงโน้มถ่วง

              โลกใบนี้เต็มไปด้วยอัศจรรย์มากมายสำหรับคนที่มีดวงตาที่พร้อมจะ “มองเห็น” !!!

 

  1. จิตใจที่เพียรพยายาม

              หลังจากอดหลับอดนอนหาปลามาทั้งคืน ซีโมนรู้สึกเหนื่อยใจจะขาด
              “แต่เมื่อพระองค์มีพระดำรัส ข้าพเจ้าก็จะลงอวน” (ลก 5:5)

              ซีโมนพร้อมที่จะพยายามอีกครั้งหนึ่ง !
              แต่พวกเราอีกหลายคนนี่สิ น่าเป็นห่วง แค่พลาดครั้งเดียวก็ถอดใจหมดแล้ว !
              นับเป็นหายนะจริง ๆ หากเราปล่อยให้จิตวิญญาณแห่งความเพียรพยายามเหือดแห้งหายไป

              หนทางเยียวยามีอยู่เพียงวิธีเดียว คือ พูดเหมือนซีโมนว่า “ถ้าพระองค์สั่ง ผมก็จะทำตาม” !!!

 

  1. จิตใจที่ไม่สิ้นหวัง

              กลางคืน คือ ช่วงเวลาเหมาะที่สุดสำหรับการจับปลา แต่โอกาสทองนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วโดยที่ซีโมนจับปลาไม่ได้สักตัวเดียว ยิ่งเมื่อพระอาทิตย์ทอแสง โอกาสที่จะจับปลาได้ต้องถือว่าริบหรี่จริง ๆ

              นับว่าสถานการณ์ของซีโมนเลวร้ายถึงขั้นสิ้นหวัง แต่จิตใจของท่านหาได้สิ้นหวังตามไปด้วย
              ท่านกล่าวว่า “แต่ถ้าพระองค์สั่ง ผมก็จะทำตาม” !!!

              บ่อยครั้งทีเดียวที่เรา “รอ” ให้โอกาสเอื้ออำนวย หรือ “รอ” ให้สถานการณ์ทุกด้านพร้อม จึงจะลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ เช่น กลับใจ เข้าวัด ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ ถ้าเรา “รอ” ให้ทุกอย่างพร้อม ชาตินี้คงไม่มีโอกาสเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง !?!

              ดังนั้น เราต้อง “ลงมือ” ทันทีที่พระองค์ทรงสั่งแม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยเลยก็ตามที !!!

 

       นอกจากองค์ประกอบเพื่อจะได้สัมผัสอัศจรรย์ดังได้กล่าวมาแล้ว ยังมี “แบบอย่าง” ของเปโตรที่เราทุกคนควรต้องเจริญรอยตามคือ

  1. เปโตรอดหลับอดนอนหาปลาทั้งคืน เหนื่อยแทบขาดใจ  แต่เมื่อพระเยซูเจ้าปรากฏพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบ และใช้เรือของท่านเป็นที่ประทับเพื่อสั่งสอนประชาชน ท่านเป็นหนึ่งในประชาชนที่เบียดเสียดรอบพระองค์เพื่อฟังพระวาจาของพระเจ้า
    ท่านไม่ได้ใช้ความเหน็ดเหนื่อย หรือภารกิจ “ซักอวน” เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการฟังพระวาจาของพระเจ้า
    เป็นพระวาจาของพระเจ้านี้เองที่ทำให้ท่านสดชื่นและมีชีวิตชีวาหลังจากตรากตรำทำงานหนัก !!
  1. เมื่อพระเยซูเจ้าประทานพรให้เปโตรจับปลาได้จำนวนมากจนอวนเกือบขาด  ท่านส่งสัญญาณเรียกเพื่อนในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย พวกนั้นก็มาและนำปลาใส่เรือเต็มทั้งสองลำ จนเรือเกือบจม (ลก 5:7)
    หากเปโตรไม่รู้จักแบ่งปันปลาที่จับได้ให้แก่เพื่อน อะไรจะเกิดขึ้น ?
    แน่นอนว่าเปโตรต้องสูญเสียทั้งปลา ทั้งอวน และทั้งเรือ !
    สำหรับเราซึ่งได้รับพระพรมากกว่าผู้อื่น หากเราไม่รู้จักรักและแบ่งปันแก่ผู้อื่น เราจะเหลืออะไร ?
  1. “เมื่อซีโมนเปโตรเห็นดังนี้ จึงกราบลงที่พระชานุ (เข่า) ของพระเยซูเจ้า ทูลว่า
    ‘โปรดไปจากข้าพเจ้าเสียเถิด พระเจ้าข้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป’”
    (ลก 5:8)
    ท่านค้นพบและเรียกพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า”  และโดยสัญชาติญาณ ท่านรู้ตัวว่าไม่คู่ควรกับพระองค์
    ท่าน “สุภาพ” ยอมรับว่าเป็นคนบาป
    กับคนสุภาพเช่นนี้เองที่พระองค์ทรงมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้กระทำ นั่นคือ “ตั้งแต่นี้ไป ท่านจะเป็นชาวประมงหามนุษย์” (ลก 5:10)
    และเปโตรได้น้อมรับภารกิจนี้อย่างดียิ่ง เพราะแค่วันแรกวันเดียวหลังจากรับพระจิตเจ้าแล้ว ท่านได้ “หย่อนอวน” ประกาศข่าวดีและได้ “มนุษย์” จำนวนมากถึง 3,000 คน (กจ 2:41)
  1. “เมื่อพวกเขานำเรือกลับถึงฝั่ง แล้วละทิ้งทุกสิ่งติดตามพระองค์” (ลก 5:11)
    เปโตรและเพื่อนไม่สนใจแม้แต่จะนำปลาที่จับได้ไปขาย…
    เปโตรและเพื่อนไม่สนใจแม้แต่เรือที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน…
    พวกเขาละทิ้งทุกสิ่ง แล้วติดตามพระเยซูเจ้าไป…

 

เมื่อสองพันปีก่อน พระองค์ทรงเรียกเปโตร อันดรู ยากอบ และยอห์น
วันนี้พระองค์ทรงเรียกเราทุกคน

เราจะละทิ้งเรือ หรือ ละทิ้งพระเยซูเจ้า ?

อ่านสารวัดเซนต์จอห์นย้อนหลัง
[hfe_template id='3140']