[hfe_template id='3451']
Parish
Bulletins
• สารวัดเซนต์จอห์น •
สัปดาห์ที่ 5
เทศกาลปัสกา ปี C
วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2019
“เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด” 🔸 ยน 13:31 🔸 | สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลปัสกา ปี C (วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2019)
“เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร
ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด”
🔸 ยน 13:31 🔸
[flipbook pdf="http://www.saintjohnbkk.com/wp-content/uploads/2019/05/BULLETIN_19MAY2019.pdf" width="100%" height="600"]
ข่าวดีวันอาทิตย์

• ยน 13:31-33ก; 34-35 •

     31เมื่อยูดาสออกไปแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสว่า “บัดนี้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ และพระเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในบุตรแห่งมนุษย์ด้วย  32ถ้าพระเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในบุตรแห่งมนุษย์ พระเจ้าจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในพระองค์ด้วย และจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในทันที  33ลูกทั้งหลายเอ๋ย เราจะอยู่กับท่านอีกไม่นาน ท่านจะแสวงหาเรา  34เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด  35ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่า ท่านเป็นศิษย์ของเรา”

     หลังจากทรงล้างเท้าบรรดาอัครสาวกระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งสุดท้ายแล้ว พระเยซูเจ้าทรงทำนายถึงผู้ที่จะทรยศพระองค์โดยตรัสเป็นนัยว่า คือ “ผู้ที่เราจะจุ่มขนมปังส่งให้” (ยน 13:26) แล้วทรงจุ่มขนมปังชิ้นหนึ่งส่งให้ยูดาส  เมื่อยูดาสรับชิ้นขนมปังแล้วก็ออกไปทันที (ยน 13:30)

     เมื่อยูดาสออกไปแล้ว พระองค์ทรงกล่าวคำปราศรัยอำลาบรรดาอัครสาวก โดยตรัสถึง “พระสิริรุ่งโรจน์” และ “บัญญัติใหม่”

     พระองค์ทรงชี้แนะหนทางสู่ “พระสิริรุ่งโรจน์” ไว้ 3 แนวทางด้วยกันคือ

  1. กางเขน  พระองค์ทรงทราบดีว่ายูดาสออกไปเพื่อนำทหารมาจับกุมพระองค์ ซึ่งเท่ากับว่า “กางเขน” อยู่ใกล้พระองค์แค่เอื้อม  แต่พระองค์กลับตรัสว่า “บัดนี้ บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์” (ยน 13:31)
    แปลว่า “พระสิริรุ่งโรจน์” ของพระองค์อยู่ที่ “กางเขน” !
    และนี่คือความจริงของทุกชีวิต !
    อย่างเช่นยามเกิดศึกสงคราม เกียรติยศสูงสุดย่อมเป็นของผู้ที่เสียสละชีวิตของตนเองเพื่อประเทศชาติ หาใช่ผู้ที่รอดชีวิตไม่ เพราะฉะนั้น หนทางแรกที่จะนำเราไปสู่พระสิริรุ่งโรจน์จึงได้แก่ “หนทางของไม้กางเขน”
  1. ความนบนอบ  พระเยซูเจ้าตรัสว่า พระเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในบุตรแห่งมนุษย์” (ยน 13:31)
    พระองค์ตรัสเช่นนี้เพราะว่า พระองค์ทรงนบนอบพระบิดา จนกระทั่งยอมสิ้นพระชนม์ แม้เป็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
    เด็กที่นบนอบเชื่อฟังบิดามารดา ย่อมนำเกียรติมาสู่บิดามารดาฉันใด ความนบนอบเชื่อฟังของพระเยซูเจ้าก็ย่อมนำเกียรติมาสู่พระบิดาฉันนั้น เช่นเดียวกัน สามีภรรยาที่เคารพเชื่อฟังซึ่งกันและกันก็ให้เกียรติแก่กันและกัน และผู้ที่นบนอบเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาก็ให้เกียรติแก่ผู้บังคับบัญชาฉันนั้นด้วย
  1. พระเจ้า พระองค์คือที่มาของความรุ่งโรจน์สูงสุด !
    อันที่จริง พระเยซูเจ้าทรงได้รับเกียรติสูงสุดแล้วเมื่อทรงยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า
    กระนั้นก็ตาม พระองค์ยังตรัสอีกว่า “พระเจ้าจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในพระองค์ด้วย และจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในทันที” (ยน 13:32)
    พระสิริรุ่งโรจน์ที่พระบิดาเจ้าจะประทานให้แก่พระบุตรในทันทีก็คือ การกลับคืนพระชนมชีพ และการเสด็จสู่สวรรค์
    และที่จะประทานให้อีกในอนาคตก็คือ การเสด็จกลับมาครั้งที่สองเพื่อพิพากษาทั้งผู้เป็นและผู้ตาย และเพื่อเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล !

    สำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเจ้าเท่านั้นคือที่มาของพระสิริรุ่งโรจน์สูงสุด !
    แล้วคริสตชนอย่างเรายังจะมัวแสวงหาเกียรติยศจอมปลอมที่โลกหยิบยื่นให้อยู่อีกหรือ ?

     หนึ่งในคำอำลาที่ฟังแล้วหดหู่ใจอย่างยิ่งคือ “ลูกทั้งหลายเอ๋ย เราจะอยู่กับท่านอีกไม่นาน” (ยน 13:33)
     จริง ๆ แล้วเวลาของพระองค์เหลืออีกไม่กี่นาที เพราะพระองค์กำลังจะถูกจับกุมและจะต้องเดินทางตามลำพังไปยังสถานที่ซึ่งบรรดาอัครสาวกยังไม่สามารถติดตามไปได้ ในห้วงเวลาแห่งการอำลาอาลัยนี้เอง พระองค์ทรงประทาน “บัญญัติใหม่” ให้แก่ทุกคน

     พระองค์ทรงสั่งให้เรา “รักกันและกัน เหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา” (เทียบ ยน 13:34)
     แล้วพระองค์ทรงรักเราอย่างไร ?

  1. อย่างไม่เห็นแก่ตัว
    ปกติความรักตามประสามนุษย์มักมี “ความเห็นแก่ตัว” เจือปนอยู่ด้วยเสมอ  เมื่อเรารักใครสักคนหนึ่ง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เรามักคิดถึงตัวเองเป็นลำดับแรก เช่น เขาจะให้ความสุขและความมั่นคงแก่เราได้หรือไม่  หากเขาปฏิเสธความรักของเรา เราจะอับอาย โดดเดี่ยว เจ็บปวด หรือทรมานมากน้อยเพียงใด ฯลฯ

    เรามักคิดถึงประโยชน์ที่เราจะได้จาก “ความรัก” จนอาจกล่าวได้ว่าเบื้องหลังของความรัก ก็คือ “ความสุข” ของตัวเรานั่นเอง
    แต่ความรักของพระเยซูเจ้าไม่มีความเห็นแก่ตัวเจือปนอยู่แม้แต่นิดเดียว  ไม่มีครั้งใดเลยที่พระองค์จะทรงคิดถึงตัวพระองค์เอง…
    ทุกสิ่งที่ทรงมี แม้กระทั่งชีวิตของพระองค์เอง พระองค์ทรงมอบแก่เราทั้งหมด !
  1. อย่างเสียสละ
    หากเราคิดว่าความรักคือความสุขเสมอไป เราคิดผิดเพราะที่ถูกคือ ความรักย่อมมีทั้งความสุขและความทุกข์คลุกเคล้ากันไป !
    มีแต่ “ความเสียสละ” เท่านั้นที่ช่วยคลุกเคล้าความทุกข์ให้เป็นความสุขได้ !
    สำหรับพระเยซูเจ้า หากความรักเรียกร้องให้พระองค์ “เสียสละชีวิต” พระองค์ทรงเต็มพระทัยมอบชีวิตของพระองค์เองเพื่อเรา !
    ความเสียสละของพระองค์ไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่ประสูติจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ !!!
    เพราะความเสียสละอย่างไร้ขีดจำกัดนี้เอง พระองค์ทรงได้รับการยกย่องสูงสุด
    สำหรับเราก็เช่นเดียวกัน ความรักอย่างเสียสละที่พร้อมเผชิญ หน้ากับปัญหาและความทุกข์ยากต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่ความตายนี้เอง ที่สามารถนำความสุขและความมั่นคงแท้จริงมาสู่ชีวิตของเราได้
  1. อย่างเข้าใจ
    เราเคยได้ยินคำพูดว่า “ความรักคือตาบอด” ซึ่งหมายความว่าเราต้องรู้จักหลับหูหลับตา “มองข้าม” ความบกพร่องหรือความอ่อนแอของคนรักบ้าง แต่นี่ไม่ใช่วิถีทางแบบพระเยซูเจ้า ! ปกติ ผู้ที่รู้จักกันเพียงผิวเผิน จะพบเห็นเฉพาะส่วนที่ดีที่สุดของกันและกันเท่านั้น  แต่พระเยซูเจ้าทรงใช้ชีวิตร่วมหัวจมท้ายกับบรรดาศิษย์ยาวนาน จนล่วงรู้ปัญหา ความอ่อนแอ และข้อบกพร่องต่าง ๆ ของศิษย์แต่ละคนเป็นอย่างดี

    กระนั้นก็ตาม พระองค์ทรงรักพวกเขาทุกคน ไม่ใช่เพราะทรง “มองข้าม”  
    แต่เพราะทรง “เข้าใจ” และ “ยอมรับ” ข้อบกพร่องของแต่ละคน
    พระองค์ทรงรักพวกเขาอย่างที่พวกเขาเป็น และทรงรักพวกเขาจนถึงที่สุด !

    การปิดหูปิดตาไม่ยอมรับความจริงว่าคนรักของเรามีข้อบกพร่อง แล้วพยายามคิดสร้างภาพเอาเองว่าเขาเป็นคนดีอย่างที่เราต้องการ  ผลที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นก็คือ ความผิดหวัง และ ความเจ็บปวดแสนสาหัส ของตัวเรานั่นเอง
  1. อย่างให้อภัย
    ในบรรดาศิษย์ของพระองค์ ไม่มีใครเลยที่เข้าใจพระองค์จริง ๆ  พวกเขาเรียนรู้ช้าและดื้อ
    ยามที่พระองค์ถูกจับกุมและต้องการพวกเขามากที่สุด  พวกเขากลับหลบหนีไป แล้วปล่อยให้พระองค์ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูตามลำพัง แม้แต่หัวหน้าของพวกเขาก็ปฏิเสธพระองค์ถึงสามครั้ง แต่พระองค์ไม่เคยถือโทษพวกเขา เพราะไม่มีความผิดใดที่พระองค์ “ให้อภัย” ไม่ได้ !!

    นี่คือความรักแบบพระเยซูเจ้า !

    ปกติ มนุษย์เรามีธรรมชาติที่สุดแสนจะโหดร้ายอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเรามักแสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีกับผู้ที่ไม่คุ้นเคย  ส่วนผู้ที่เราคุ้นเคยและรักมากที่สุด เรากลับทำร้ายพวกเขาไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม  เช่นเมื่อเหน็ดเหนื่อยหรือมีปัญหานอกบ้าน เรามักพูดกับคนอื่นว่า “ไม่เป็นไร”  แต่กับสมาชิกในครอบครัวที่เรารักมากที่สุด พวกเขากลับต้องรองรับอารมณ์ของเราไปเต็ม ๆ  หากสมาชิกในครอบครัวไม่เรียนรู้ที่จะ “ให้อภัย” ซึ่งกันและกัน ความรักก็มีแต่จะเหี่ยวแห้งเฉาตายไป

    ความรักที่พร้อมให้อภัยแบบพระเยซูเจ้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน  

" ความรักที่ยืนนานต้องมีพื้นฐานอยู่บนการให้อภัยเสมอ
เพราะความรักที่ไม่รู้จักให้อภัยมีแต่จะเหี่ยวแห้งเฉาตายไป !!! "

[hfe_template id='4896']
[hfe_template id='3140']