[hfe_template id='3451']
Saint John Church News
สารวัดเซนต์จอห์น
สารวัดเซนต์จอห์น

สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา ปี B

( วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2018 )
“ความเชื่อของท่านได้ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว”
มก 10:52
ข่าวดีวันอาทิตย์

มก 10:46-52

46พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์ ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมาก บารทิเมอัสบุตรของทิเมอัส คนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง 47เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมา เขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิด เจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” 48หลายคนดุเขาให้เงียบ แต่เขากลับตะโกนดังยิ่งกว่าเดิมว่า “พระโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” 49พระเยซูเจ้าทรงหยุด ตรัสว่า “ไปเรียกเขามาซิ” เขาก็เรียกคนตาบอดพลางกล่าวว่า “ทำใจดี ๆ ไว้ ลุกขึ้น พระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้ว” 50คนตาบอดสลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า 51พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้” คนตาบอดทูลว่า “รับโบนีให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด” 52พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ไปเถิด ความเชื่อของท่านได้ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว” ทันใดนั้น เขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป

นับจากนี้ไป จุดจบของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนอยู่ใกล้แค่เอื้อม เพราะจากเมืองเยริโคไปกรุงเยรูซาเล็มมีระยะทางเพียง 24 กิโลเมตรเท่านั้น พระองค์กำลังเสด็จไปร่วมฉลองปัสกาที่กรุงเยรูซาเล็ม โดยมีประชาชน ศิษย์ และผู้แสวงหาความรู้จำนวนมากติดตามห้อมล้อมเพื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์ระหว่างเดินทาง

กฎหมายยิวกำหนดให้ชายผู้มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งอาศัยอยู่ภายในรัศมี 24 กิโลเมตรรอบกรุงเยรูซาเล็มต้องไปร่วมฉลองปัสกาที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม  แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถปฏิบัติตามกฎนี้ได้  สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปร่วมฉลองปัสกาที่พระวิหารได้ พวกเขาจะยืนเรียงรายสองข้างทางคอยอวยพรให้บรรดาผู้จาริกแสวงบุญเดินทางโดยสวัสดิภาพ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้มาระโกเล่าว่า “พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมาก (มก 10:46)

นอกจากนี้ ยังพบบันทึกระบุว่า มีพระสงฆ์ประจำการที่พระวิหารประมาณ 20,000 คนโดยยังไม่รวมคนตระกูลเลวีอีกจำนวนมาก  พระสงฆ์เหล่านี้แบ่งออกเป็น 26 กลุ่ม ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าเวรทุกวันตลอดปี  แน่นอนว่าลำพังพระสงฆ์ไม่รวมพวกเลวีก็ไม่อาจพำนักอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มได้ทั้งหมด ส่วนใหญ่ของผู้ที่ยังไม่เข้าเวรจึงต้องเดินทางไปพำนักที่เมืองเยริโค เส้นทางระหว่างเยริโคและเยรูซาเล็มจึงมีพระสงฆ์และพวกเลวีเดินทางไปมาอยู่เป็นประจำ

ดังนั้น ท่ามกลางฝูงชนที่ติดตามฟังคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า ย่อมต้องมีบรรดาพระสงฆ์และพวกเลวีปะปนอยู่ด้วยเพื่อเฝ้าดูหนุ่มช่างไม้ชาวนาซาเร็ธ ผู้หาญกล้าท้าทายอำนาจอันล้นเหลือของบรรดาผู้นำทางศาสนาของชาวยิว ด้วยสายตาที่เย็นชาและไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง เพราะหากพระองค์เป็นฝ่ายถูก พิธีกรรมที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มก็ย่อมหมดความหมาย รวมทั้งตัวพวกเขาเองก็ย่อมต้องหมดหนทางเลี้ยงชีพไปด้วย !

ขณะออกจากเมืองเยรีโค มีชายตาบอดชื่อบารทิเมอัสนั่งขอทานอยู่ข้างทาง  เมื่อทราบว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมา เขาจึงร้องตะโกนเรียกพระองค์ด้วยเสียงอันดังจนหลายคนต้องดุให้เขาเงียบเพราะไม่ได้ยินคำสั่งสอนของพระองค์ แต่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จเพราะคนตาบอดกลับร้องเสียงดังยิ่งขึ้น ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งเขามิให้พบพระองค์ได้ เขาเชื่อมั่นว่าพระองค์ คือ ผู้เดียวที่สามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นจากโลกแห่งความมืดมิดนี้ได้ !

จากพฤติการณ์ของคนขอทานตาบอด เราได้พบเห็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “เงื่อนไขแห่งอัศจรรย์” ดังต่อไปนี้

  1. เชื่อ บารทิเมอัสเชื่อมั่นว่ามีเพียงพระเยซูเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยเขาได้ จึงร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด” (มก 10:47 และ 48) เขาเรียกพระองค์เป็น “โอรสของกษัตริย์ดาวิด” ซึ่งเป็นสมญานามของพระเมสสิยาห์ก็จริง แต่เป็นสมญานามที่แฝงความหมายของการเป็นนักรบนองเลือดผู้จะพิชิตโลกและนำพาชนชาติอิสราเอลไปสู่ความยิ่งใหญ่เหมือนในยุคสมัยของกษัตริย์ดาวิดอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าของบารทิเมอัสยังไม่ถูกต้องนัก

    อย่างไรก็ตาม แม้ความรู้และความเข้าใจจะไม่ถูกต้อง แต่เขา “เชื่อ”  และความเชื่อของเขาได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าก่อให้เกิดผลมากกว่าความรู้และความเข้าใจเป็นร้อยเท่า พันเท่า จริงอยู่เราจำเป็นต้อง “คิด” และต้องสอนผู้อื่นให้รู้จัก “คิด” ด้วย แต่เราไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือเรียกร้องผู้ใดให้เป็นนักเทววิทยาผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเป็นคริสตชน เพราะไม่มีทางที่จะมีใครรู้และเข้าใจพระเยซูเจ้าได้ทั้งหมด ! ขอเพียงให้ “รัก” และ “เชื่อ” ว่าพระองค์ คือ “ผู้ที่ตอบสนองความต้องการของเราได้”  เท่านี้ก็เกินพอแล้ว….. 

  2. มุ่งมั่น  เมื่อเชื่อว่าพระเยซูเจ้าสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากได้ เขาจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะพบพระองค์ให้จงได้ เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ไม่มีใครหรืออะไรจะมาหยุดยั้งเขาได้ ! ความมุ่งมั่นที่จะพบพระเยซูเจ้าของเขามิได้เกิดจากความหวังอันเลื่อนลอย หรือ ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ  หรือ เป็นเพียงความตื่นเต้นที่จะได้พบคนเด่นคนดัง แต่เป็นความมุ่งมั่นที่ออกมาจาก “หัวใจของคนที่สิ้นหวังชนิดไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้”


    ความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือ “การวางใจในความช่วยเหลือของพระเจ้า”
    ความมุ่งมั่นอันเกิดจากความวางใจอย่างเต็มเปี่ยมนี่เองที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี !!

  3. ตอบเสียงเรียกทันที  เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสเรียกบารทิเมอัส เขา “สลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า” (มก 10:50) ด้วยความกระตือรือร้นทันที บารทิเมอัสรู้โดยสัญชาติญาณว่า โอกาสทองเช่นนี้อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตโดยไม่มีทางหวนกลับมาอีก เขาจึงกระโดดเข้าหาพระองค์อย่างรวดเร็วราวกับกระสุนปืน แต่น่าเสียดายที่พวกเราหลายคนกลับประพฤติตรงกันข้าม เมื่อได้ยินเสียงเรียกของพระองค์ แทนที่จะรีบตอบในทันที กลับประวิงเวลาไว้ “รอให้ลูกเรียนจบก่อนได้ไหม ?” หรือ “รอให้ข้าพเจ้าพร้อมกว่านี้ไม่ได้หรือ ?”

    หลายครั้งพระองค์ทรงดลใจเราให้ปรับปรุงตนเอง ให้แก้ไขนิสัยไม่ดีต่าง ๆ  หรือให้ถวายตนรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ แต่เรากลับปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป โอกาสซึ่งอาจไม่หวนกลับมาหาเราอีกเลย !!!

  4. รู้ความต้องการ เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้เขาทูลว่า “รับโบนีให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด” (มก 10:51)
    เขารู้และระบุความต้องการของตนเองได้คือ “การแลเห็น” แต่พวกเราหลายคนกลับเข้าไปหาพระเยซูเจ้าโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการอะไร เข้าตำราปล่อยให้ “ฟ้าลิขิต” อย่างเดียวโดยไม่เคยคิดจะมีส่วนร่วมในการ “ลิขิตชีวิต” ของตนแต่อย่างใด มีบ้างไหมที่เราไปหาทันตแพทย์ แล้วปล่อยให้หมอ “ลิขิตฟัน” ของเราคือจะถอนซี่ไหนก็ได้ ?  เราควรต้องรู้และบอกหมอให้ชัดเจนมิใช่หรือว่าฟันซี่ไหนเป็นปัญหา !

    กับพระเยซูเจ้าก็เช่นเดียวกัน เราต้องทูลขอพระองค์ให้ชัดเจนว่าเราต้องการความช่วยเหลืออะไรจากพระองค์ โดยเฉพาะ “ความกล้าหาญที่จะพิจารณาตนเอง” นั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรทูลขอจากพระองค์เป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว !

  5. กตัญญู  ทั้ง ๆ ที่บารทิเมอัสเป็นเพียงคนขอทานข้างถนน แต่หัวใจของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูรู้คุณคน เมื่อ “เขากลับแลเห็น” เขา “เดินทางติดตามพระองค์ไป” (มก 10:52) แทนที่จะตีจากพระองค์ไปด้วยความเห็นแก่ตัว ยิ่งติดตามพระองค์มากขึ้น เขาจะยิ่งรู้จักพระองค์มากขึ้น เชื่อพระองค์มากขึ้น รับความช่วยเหลือจากพระองค์มากขึ้น รักและกตัญญูต่อพระองค์มากขึ้น เป็นวงจรหมุนเวียนอย่างนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

นี่จึงเป็นบทสรุปขั้นตอนในการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า 
เริ่มต้นด้วย ความต้องการ
ตามด้วย ความกตัญญู
และอยู่ด้วย ความรักต่อพระองค์
บัดนี้ และตลอดไป !!!!!

ข้อคิด
ผลผลิตจากพระคัมภีร์

ความเชื่อเที่ยงแท้ และ ความกล้าหาญ
เปรียบเสมือน “ว่าว”
ยิ่งมีลมต้าน มันยิ่งล่อนสูงขึ้น

“ส่วนผู้ที่รอคอยพระเจ้า จะฟื้นฟูพลังของตนเอง
เขาจะมีปีกโผบิน ดังเช่นนกอินทรี
เขาจะวิ่งแต่ก็ไม่เหน็ดเหนื่อย
เขาจะเดินแต่ก็ไม่เป็นลม”

(อิสยาห์ 40:31)

โดย…พระคุณเจ้า ยอด พิมพิสาร

อ่านสารวัดเซนต์จอห์นย้อนหลัง
[hfe_template id='3140']