[hfe_template id='3451']
Parish Bulletins
สารวัดเซนต์จอห์น
สารวัดเซนต์จอห์น
สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ปี B
วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม 2018
สารวัด 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2018
“พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปังขึ้น ทรงขอบพระคุณพระเจ้า
แล้วทรงแจกจ่าย ให้แก่ผู้ที่นั่งอยู่ตามที่เขาต้องการ”
🔸 ยน 6:11 🔸
[flipbook pdf="http://www.saintjohnbkk.com/wp-content/uploads/2019/03/BULLETIN_29JULY2018.pdf" width="100%" height="600"]
ข่าวดีวันอาทิตย์

ยน 6:1-15

"

       1หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จข้ามทะเลสาบกาลิลี หรือ ทีเบเรียส 2ประชาชนจำนวนมากตามพระองค์ไป เพราะเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ที่ทรงกระทำแก่ผู้เจ็บป่วย 3พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขา ประทับที่นั่นพร้อมกับบรรดาศิษย์ 4ขณะนั้นใกล้จะถึงวันฉลองปัสกาของชาวยิว 5พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ ทอดพระเนตรเห็นประชาชนจำนวนมากที่มาเฝ้า จึงตรัสแก่ ฟิลิปว่า “พวกเราจะซื้อขนมปังที่ไหนให้คนเหล่านี้กิน” 6พระองค์ตรัสดังนี้เพื่อทดลองใจเขา แต่พระองค์ทรงทราบแล้วว่าจะทรงทำประการใด 7ฟิลิปทูลตอบว่า “ขนมปังสองร้อยเหรียญแจกให้คนละนิดก็ไม่พอ” 8ศิษย์อีกคนหนึ่งคือ อันดรูว์ น้องของซีโมน เปโตร ทูลว่า 9“เด็กคนหนึ่งที่นี่มีขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาสองตัว ขนมปังและปลาเพียงเท่านี้จะพออะไรสำหรับคนจำนวนมากเช่นนี้” 10พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงบอกประชาชนให้นั่งลงเถิด” ที่นั่น มีหญ้าขึ้นอยู่ทั่วไป เขาจึงนั่งลง นับจำนวนผู้ชายได้ถึงห้าพันคน 11พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปังขึ้น ทรงขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่นั่งอยู่ตามที่เขาต้องการ  พระองค์ทรงกระทำเช่นเดียวกันกับปลา 12เมื่อคนทั้งหลายอิ่มแล้ว พระองค์ตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “จงเก็บเศษขนมปังที่เหลือ อย่าให้สิ่งใดสูญไปเปล่า ๆ” 13บรรดาศิษย์จึงเก็บเศษขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนที่เหลือนั้น ได้สิบสองกระบุง 14เมื่อคนทั้งหลายเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ที่ทรงทำ ก็พูดว่า “ท่านผู้นี้เป็นประกาศกแท้ ซึ่งจะต้องมาในโลก” 15พระเยซูเจ้าทรงทราบว่าคนเหล่านั้นจะใช้กำลังบังคับพระองค์ให้เป็นกษัตริย์ จึงเสด็จไปบนภูเขาตามลำพังอีกครั้งหนึ่ง

"

     เหนือจุดที่แม่น้ำจอร์แดนไหลลงทะเลสาบกาลิลีขึ้นไปราว 3 กิโลเมตรเศษ มีที่ตื้นเขินแห่งหนึ่งใช้เป็นที่ข้ามฟากแม่น้ำ และใกล้กับจุดข้ามฟากนี้เองเป็นที่ตั้งของเมืองเบธไซดา (ลก 9:10)

     ที่เมืองเบธไซดา มีทุ่งราบเต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจีอยู่เกือบติดกับทะเลสาบ และบนเนินเขาบริเวณทุ่งหญ้าแห่งนี้เองที่พระเยซูเจ้าทรงเลือกเป็นสถานที่สำหรับปลีกตัวจากฝูงชนเพื่อพักผ่อน สวดภาวนา และอยู่ตามลำพังกับบรรดาศิษย์ จะได้สอนพวกเขาให้รู้จักและเข้าใจพระองค์ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

     “ขณะนั้นใกล้จะถึงวันฉลองปัสกาของชาวยิว” (ยน 6:4) จึงมีผู้จาริกแสวงบุญจำนวนมากจากกาลิลีเดินทางผ่านมายังจุดตื้นเขินแห่งนี้เพื่อข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปอีกฟากหนึ่ง แล้วเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็มทางใต้โดยไม่ผ่านดินแดนของชาวสะมาเรีย

     ผู้จาริกแสวงบุญส่วนหนึ่งคงไปสมทบกับ ประชาชนจำนวนมากที่ตามพระองค์ไป เพราะเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ที่ทรงกระทำแก่ผู้เจ็บป่วย (ยน 6:2) จึงทำให้จำนวนประชาชนที่มาเฝ้าพระองค์เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ

     เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนจำนวนมาก พระเยซูเจ้าทรงสงสารพวกเขาที่หิวและเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง  พระองค์จึงหันไปถามฟิลิปซึ่งเป็นชาวเมืองเบธไซดา (ยน 1:44) ว่า “พวกเราจะซื้อขนมปังที่ไหนให้คนเหล่านี้กิน” (ยน 6:5)

      แต่คำตอบของฟิลิปช่างทำให้ผู้ถามรู้สึกท้อแท้สิ้นดี “ขนมปังสองร้อยเหรียญแจกให้คนละนิดก็ไม่พอ” (ยน 6:7)

     เป็นอันดรูว์ที่ค้นพบว่าเด็กคนหนึ่งมีขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาสองตัว และด้วยความเคยชินที่ชอบพาคนมาหาพระเยซูเจ้า (ดู ยน 1:42) เขาจึงพาเด็กคนนี้มาหาพระองค์ด้วย

     สิ่งที่เด็กนำติดตัวมามีจำนวนเพียงน้อยนิด  มิหนำซ้ำขนมปังที่ติดตัวมายังทำจากข้าวบาร์เลย์แทนที่จะเป็นข้าวสาลี

     ในหนังสือมิชนาห์ (Mishnah) ซึ่งรวบรวมกฎหมายของชาวยิวไว้ทั้งหมด ได้อนุญาตให้หญิงมีชู้ใช้แป้งบาร์เลย์แทนแป้งสาลีถวายเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาป ด้วยเหตุผลที่ว่าข้าวบาร์เลย์เป็นอาหารสำหรับสัตว์ และบาปของหญิงมีชู้เป็นบาปของสัตว์ !

       ขนมปังบาร์เลย์จึงถูกมองอย่างดูหมิ่นว่าเป็นอาหารของสัตว์และคนจน เพราะมีราคาถูกที่สุดในบรรดาขนมปังทั้งหลาย

    ส่วนปลาอีกสองตัวก็มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าปลาซาร์ดีน ชาวกาลิลีนิยมนำปลาที่จับได้จากทะเลสาบมาดองเค็มเพื่อให้เก็บได้นาน ใช้กินเรียกน้ำย่อย  ในสมัยนั้นปลาดองเค็มจากกาลิลีมีชื่อเสียงไปทั่วอาณาจักรโรมัน

       เด็กนำปลาดองเค็มติดตัวมาด้วยก็เพื่อช่วยให้กระเดือกขนมปังบาร์เลย์ลงคอได้ง่ายขึ้นนั่นเอง !

       อย่างไรก็ตาม พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปังและปลาขึ้น ทรงขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่นั่งอยู่ตามที่เขาต้องการ (ยน 6:11) จน “คนทั้งหลายอิ่ม” (ยน 6:12)

เราอาจอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ

  1. เป็นการทวีขนมปังและปลา  แนวทางนี้เป็นความเชื่อที่ง่าย แต่บางคนอาจรู้สึกยากที่จะอธิบายว่าทำไมพระองค์จึงทำในสิ่งที่เคยปฏิเสธเมื่อคราวถูกทดลองในถิ่นทุรกันดาร ให้เลือกแนวทางประชานิยมด้วยการเปลี่ยนก้อนหินให้เป็นขนมปัง แล้วแจกจ่ายประชาชนเพื่อจูงใจให้พวกเขาติดตามพระองค์ (มธ 4:3-4)

  2. เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์  เพราะพระวรสารที่เหลือทั้งบทล้วนเกี่ยวข้องกับศีลมหาสนิทดังที่ทรงย้ำว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต” (ยน 6:48) “ปังที่เราจะให้นี้คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต” (ยน 6:51) “เพราะเนื้อของเราเป็นอาหารแท้และโลหิตของเราเป็นเครื่องดื่มแท้” (ยน 6:55)

แนวทางนี้ถือว่าฝูงชนได้รับขนมปังหรือปลาเพียงชิ้นเล็ก ๆ เหมือนศีลมหาสนิท แต่เพราะความตื่นเต้นยินดีที่ได้อยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า ขนมปังและปลาชิ้นเล็ก ๆ นี้จึงเปลี่ยนเป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตใจและวิญญาณของพวกเขา ดังที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราร่วมพิธีบูชามิสซาและรับศีลมหาสนิท

  1. เป็นการแบ่งปัน แนวทางนี้ถือว่าเป็นไปไม่ได้ที่ฝูงชนจะเดินทางโดยไม่มีอาหารติดตัวมาด้วย ยิ่งถ้าเป็นพวกจาริกแสวงบุญด้วยแล้วยิ่งจำเป็นต้องมีอาหารติดตัวมากพอสำหรับการเดินทางทั้งไปและกลับจากกรุงเยรูซาเล็ม  ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาหิวนั้นเป็นเพราะไม่มีผู้ใดยอมนำอาหารออกมากิน เกรงว่าจะต้องแบ่งปันให้ผู้อื่นจนอาจมีไม่พอสำหรับตนเอง

“ความเห็นแก่ตัว” ทำให้พวกเขาอยากเก็บอาหารทั้งหมดไว้กินคนเดียว !

     ต่อเมื่อพระเยซูเจ้าทรงนำสิ่งที่มีติดตัวออกมา ทรงขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงแบ่งปันให้ผู้อื่นนั่นแหละ พวกเขาจึงเริ่มแบ่งปันกันบ้าง และกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็อิ่มหนำแถมยังมีเหลืออีกด้วย

     หากนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น อัศจรรย์ครั้งนี้ต้องนับว่ายิ่งใหญ่นัก เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการทวีขนมปังและปลา แต่เป็นการเปลี่ยนมนุษย์ทั้งชายและหญิงที่ “เห็นแก่ตัว” ให้มีจิตใจเอื้ออาทรและแบ่งปันซึ่งกันและกัน

     พระองค์ทรงทำอัศจรรย์เปลี่ยน “ความเห็นแก่ตัว” ให้เป็น “ความรัก” !

     ไม่ว่าเราจะเข้าใจอัศจรรย์ครั้งนี้อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราควรตระหนักอยู่เสมอคือหากปราศจากอันดรูว์และเด็ก อัศจรรย์ครั้งนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้น

  1. อันดรูว์ เราจะเห็นว่าอันดรูว์ต่างจากฟิลิปโดยสิ้นเชิง  ฟิลิปคือคนประเภทที่ชอบพูดว่า “หมดหวัง ไม่มีทางทำได้”  ส่วนอันดรูว์คือคนประเภทที่พูดว่า “ผมจะลองดูว่าทำอะไรได้บ้าง ที่เหลือผมขอวางใจในพระเยซูเจ้า”

     อันดรูว์คือคนที่พาเด็กมาหาพระเยซูเจ้าและทำให้อัศจรรย์ครั้งนี้เป็นไปได้ !

     ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเรานำคนคนหนึ่งมาหาพระเยซูเจ้า  ถ้าพ่อแม่สอนลูกของตนให้รู้จัก รัก และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระองค์ ใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่งลูกของตนคนนี้จะกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพียงใดเพื่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์  หรือครูคำสอนที่พาเด็กคนหนึ่งมาสู่กระแสเรียกเป็นพระสงฆ์หรือนักบวช ใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่งเด็กคนนี้จะทำสิ่งใดเพื่อพระคริสตเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์ได้บ้าง ?

     วันนั้น ขณะที่พาเด็กไปหาพระเยซูเจ้า อันดรูว์ไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไร แถมยังสงสัยด้วยซ้ำไปว่า “ขนมปังและปลาเพียงเท่านี้จะพออะไรสำหรับคนจำนวนมากเช่นนี้” (ยน 6:9) แต่ที่แน่นอนคือท่านได้จัดหาวัตถุดิบเพื่อการทำอัศจรรย์

ทุกวันนี้ เรายังไม่มีทางรู้เลยว่าเราได้เพิ่ม “ความเป็นไปได้” ที่พระเยซูเจ้าจะทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่อีกมากน้อยเพียงใดเมื่อเรานำคนคนหนึ่งมาหาพระองค์ !และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพร

  1. เด็ก  สิ่งที่เขานำมามอบแด่พระเยซูเจ้ามิได้มีราคาค่างวดมากมายแต่ประการใด แต่พระองค์ทรงใช้ทุกสิ่งที่เขามอบถวายแด่พระองค์เพื่อทำอัศจรรย์

     หากเด็กคนนี้ปฏิเสธที่จะมอบขนมปังและปลาแก่พระองค์ เราคงต้องลดจำนวนอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ลงไปอีกหนึ่งครั้ง

     จึงต้องย้ำว่า พระเยซูเจ้าต้องการสิ่งที่เรานำมามอบถวายแด่พระองค์จริง ๆ แม้จะน้อยนิดเพียงใดก็ตาม !

     ทุกวันนี้ โลกไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นอัศจรรย์และเหตุการณ์ยิ่งใหญ่บ่อยครั้งนัก นั่นเป็นเพราะเราไม่ยอมนำ “สิ่งที่เรามี” และ “สิ่งที่เราเป็น” มามอบถวายแด่พระองค์

     ไม่ต้องถามเลยว่าพระองค์สามารถทำสิ่งใดผ่านทาง “ตัวเรา” ได้บ้าง หากเราถวายตัวรับใช้พระองค์ด้วยการเป็นพระสงฆ์ นักบวช ครูคำสอน พลมารี อาสาสมัคร ฯลฯ

     อย่าอ้างเป็นอันขาดว่า “ผู้น้อยไร้ความสามารถ ผู้น้อยยากจน พระองค์ไปหาคนอื่นดีกว่า” 
     เพราะสิ่งเล็กน้อยล้วนยิ่งใหญ่เสมอในพระหัตถ์ของพระเยซู คริสตเจ้า !!!

มีมากขึ้น หรือ น้อยลง ?

ทุกวันนี้ . . .
เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น แต่ความอดกลั้นกลับมีน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง

เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า . . .
แค่การข้ามถนน ไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น

เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพแย่ลง

ทุกวันนี้ . . . ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน
แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น จากนี้ไป “ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้ โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ” เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ คือ โอกาสที่พิเศษสุดแล้ว

จงแสวงหา การหยั่งรู้ . . .
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับ “การมีชีวิตอยู่” โดยไม่ใส่ใจกับ “ความอยาก”

จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่รักให้มากขึ้น กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป

ชีวิต คือ โซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุข . . . ไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้

เอาคำพูดที่ว่า “สักวันหนึ่ง” ออกไปเสียจากพจนานุกรม บอกคนที่เรารักทุกคนว่า “เรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน” อย่าผลัดวันประกันพรุ่งที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น

ทุกวัน . . . ทุกชั่วโมง . . . ทุกนาที . . .
มีความหมายเราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง

อ่านสารวัดเซนต์จอห์นย้อนหลัง
[hfe_template id='3140']