[hfe_template id='3451']
St. John Church Bulletin
สารวัดเซนต์จอห์น
สารวัดเซนต์จอห์น
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา ปี C
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2019
“ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดี ในบ้านเมืองของตน”
🔸 ลก 4:24 🔸
[flipbook pdf="http://www.saintjohnbkk.com/wp-content/uploads/2019/02/BULLETIN_3FEB2019.pdf" width="100%" height="600"]
ข่าวดีวันอาทิตย์

ลก 4:21-30

21พระองค์จึงทรงเริ่มตรัสว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว”  22ทุกคนสรรเสริญพระองค์และต่างประหลาดใจในถ้อยคำน่าฟังที่พระองค์ตรัส  เขากล่าวกันว่า “นี่เป็นลูกของโยเซฟมิใช่หรือ”  23พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านคงจะกล่าวคำพังเพยนี้แก่เราเป็นแน่ว่า “หมอเอ๋ย จงรักษาตนเองเถิด สิ่งที่พวกเราได้ยินว่าเกิดขึ้นที่เมืองคาเปอรนาอุมนั้นท่านจงทำที่นี่ในบ้านเมืองของท่านด้วยเถิด”  24แล้วพระองค์ยังทรงเสริมอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน  25เราบอกความจริงอีกว่าในสมัยประกาศกเอลียาห์ เมื่อฝนไม่ตกเป็นเวลาสามปีหกเดือน และเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหญิงม่ายหลายคนในอิสราเอล  26แต่พระเจ้ามิได้ทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปหาหญิงม่ายเหล่านี้ นอกจากหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทในเขตเมืองไซดอน  27ในสมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายจากโรค นอกจากนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น”  28เมื่อคนที่อยู่ในศาลาธรรมได้ยินเช่นนี้ ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก  29จึงลุกขึ้นขับไล่พระองค์ออกไปจากเมือง นำไปที่หน้าผาของเนินเขาที่เมืองตั้งอยู่ ตั้งใจจะผลักพระองค์ลงไป  30แต่พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป

 

          หลังจากทรงอ่านข้อความจากหนังสือประกาศกอิสยาห์ที่ว่า “พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ คืนสายตาให้แก่คนตาบอด ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า” (ลก 4:18-19) จบแล้ว

          พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ในวันนี้ ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” (ลก 4:21) หมายความว่า “ผู้ที่ประกาศข่าวดี ผู้ที่ประกาศการปลดปล่อย และผู้ที่ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า” ที่ประกาศกอิสยาห์และชาวยิวเฝ้าคอยมานานกว่า 700 ปี…

          บัดนี้ “ผู้นั้น” ได้เสด็จมาแล้ว….พระเมสสิยาห์ผู้ทรงเป็น “พระผู้ช่วยให้รอด” ได้เสด็จมาแล้ว  และพระองค์ทรงเริ่มประกาศข่าวดีและการปลดปล่อยให้ชาวเมืองนาซาเร็ธได้ยินกับหูแล้ว !!! ชาวเมืองนาซาเร็ธเองก็รับรู้และประหลาดใจใน “ถ้อยคำน่าฟัง” ที่พระองค์ตรัส และพากันสรรเสริญพระองค์ (ลก 4:22) แต่…บางคนตั้งคำถามว่า “นี่เป็นลูกของโยเซฟมิใช่หรือ” (ลก 4:22)

          คำถามนี้อาจตีความได้ 2 นัย

          นัยแรก พวกเขา “ทึ่ง” ใน “ถ้อยคำน่าฟัง” ของพระองค์ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าพระองค์ไม่ได้มีการศึกษาสูงส่งแต่ประการใดเพราะเป็นเพียง “ลูกของโยเซฟ” ช่างไม้แสนจนคนหนึ่งเท่านั้น กระนั้นก็ตาม พวกเขายัง “สรรเสริญ” พระองค์ ซึ่งทำให้เข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากพวกเขา “ยอมรับ” ว่าพระองค์ทรงรับ “ถ้อยคำน่าฟัง” เหล่านั้นไม่ใช่จากการศึกษาเล่าเรียน แต่จาก “พระเจ้า” โดยตรง ! เป็น “พระเจ้า” เองที่ทรงสอน “ถ้อยคำน่าฟัง” ให้แก่พระเยซูเจ้า !!!

          ส่วนนัยที่สองนั้นตรงกันข้ามกับนัยแรกเลย  นั่นคือแม้ถ้อยคำของพระองค์จะน่าฟัง แต่พวกเขา “ไม่ยอมรับ” และ “ไม่เชื่อ” สาเหตุคือพวกเขารู้ต้นกำเนิดของพระองค์ดี  พวกเขาไม่เพียงรู้ว่าพระองค์เป็นลูกของโยเซฟ แต่รู้แม้กระทั่งว่า “แม่ของเขาชื่อมารีย์ พี่ชายน้องชายของเขามิใช่ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ พี่สาวน้องสาวทุกคนของเขาก็อยู่กับเรามิใช่หรือ” (มธ 13:55-56) พวกเขา “ไม่เชื่อ” เพราะยอมรับไม่ได้ว่า “ถ้อยคำน่าฟัง” เช่นนี้จะออกมาจากตระกูลจน ๆ อย่างนี้ !!! พวกเขาวัดคุณค่าของคนด้วย “เงิน”…… หากไม่มีเงินก็ไม่ได้รับ “การยอมรับ”…..

          เมื่อทรงทราบว่าพวกเขา “ไม่ยอมรับ” พระองค์  พระองค์จึงดักคอพวกเขาว่า “ท่านคงจะกล่าวคำพังเพยนี้แก่เราเป็นแน่ว่า ‘หมอเอ๋ย จงรักษาตนเองเถิด’ (ลก 4:23) ความหมายของคำพังเพยนี้ก็คือ ขอให้พระองค์ทำอัศจรรย์รักษาชาว เมืองนาซาเร็ธซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน เหมือนที่ทรงกระทำในเมืองอื่น ๆ เช่น คาเปอรนาอุมด้วยเถิด พร้อมกับการดักคอ พระองค์ตรัสตอบคำขอล่วงหน้าเลยว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน(ลก 4:24) ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุ 2 ประการด้วยกัน คือ

          ประการแรก พวกเขารู้จัก “กำพืด” ของประกาศกดี พวกเขารู้ว่าท่านเกิดจากตระกูลใด ประกอบอาชีพอะไร มีฐานะอย่างไร มีการศึกษามากน้อยเพียงใด เมื่อรู้จักดี ผลที่ตามมาก็คือ “ไม่ยอมรับ”ฟังดูแปลก แต่เป็นเรื่องจริง !  เข้าตำราเดียวกันกับพวกเราหลายคนที่รู้จักนิสัยใจคอและความสามารถของคนไทยด้วยกันเองดี  แต่กลับ “ไม่ยอมรับ” สินค้าไทย และหันไปใช้ “ของนอก” แทน และคงเหมือนพวกเราอีกหลายคนที่เห็นหญ้าบ้านอื่นเขียวกว่าหญ้าบ้านตนอยู่ร่ำไป…ช่างไม่ให้เกียรติ “หญ้า” บ้านตนเองเอาเสียเลย !

          ประการที่สองเกิดจากความ “อิจฉา” พวกเขาทนเห็นคนบ้านเดียวกันดีกว่า เด่นกว่า และดังกว่าไม่ได้ เมื่อพวกเขามีอคติและไม่ยอมรับคนบ้านเดียวกันเช่นนี้  พระองค์จึงปฏิเสธที่จะทำอัศจรรย์รักษาพวกเขาลำพังไม่ทำอัศจรรย์ช่วยเหลือคนบ้านเดียวกัน ก็ทำให้ชาวเมืองนาซาเร็ธไม่พอใจมากแล้ว แต่พระองค์ยังเสริมอีกว่า “เราบอกความจริงอีกว่าในสมัยประกาศกเอลียาห์ เมื่อฝนไม่ตกเป็นเวลาสามปีหกเดือน และเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหญิงม่ายหลายคนในอิสราเอล  แต่พระเจ้ามิได้ทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปหาหญิงม่ายเหล่านี้ นอกจากหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทในเขตเมืองไซดอน” (ลก 4:25-26; ดู 1 พกษ 17:9-24) เมืองศาเรฟัทตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เกือบกึ่งกลางระหว่างเมืองไทระและไซดอน เป็นดินแดนของชาวฟินิเซียอันเป็นถิ่นกำเนิดของพระบาอัลเท่ากับว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่ “คนต่างชาติ” หรือ “คนต่างศาสนา” มาก !! เท่านี้ยังไม่พอ พระองค์ตรัสต่อไปอีกว่า “ในสมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายจากโรค นอกจากนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น” (ลก 4:27) คราวนี้นาอามานไม่ได้เป็นเพียงคนต่างชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพซีเรียซึ่งเป็นศัตรูตัวสำคัญของชาวยิวอีกด้วยเท่านั้นแหละ “ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก” (ลก 4:28)

          น่าเสียดาย… แทนที่ชาวเมืองนาซาเร็ธจะสำนึกผิดแล้วหันกลับมาเชื่อและยอมรับพระองค์  พวกเขากลับโกรธ ลุกฮือ และหมายมั่นจะกำจัดพระองค์ให้ได้ สาเหตุอาจเกิดจากพวกเขารับไม่ได้ที่พระองค์ทรงเปรียบพระองค์เองกับประกาศกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดดังเช่นเอลียาห์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นเพียงลูกช่างไม้จน ๆ คนหนึ่ง สาเหตุอีกประการหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขารับไม่ได้ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบรรพบุรุษของตนในยุคสมัยของประกาศกเอลียาห์ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์อาหับ อันเป็นช่วงเวลาตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวยิว

          ทั้งนี้เป็นเพราะกษัตริย์อาหับ “ทรงอภิเษกสมรสกับเยเซเบล ราชธิดาของกษัตริย์เอทบาอัลแห่งไซดอน” (1 พกษ 16:31) พระมเหสีเยเซเบลได้ชักนำการนับถือพระบาอัลเขามาในแผ่นดินอิสราเอล พร้อมกับสั่งกำจัดบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า แม้แต่กษัตริย์อาหับก็หันไปนมัสการพระบาอัล ซึ่งถือเป็นการ ทำความชั่วเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ มากกว่ากษัตริย์องค์ก่อน ๆ ทุกองค์ (1 พกษ 16:30) พวกเขาโกรธเพราะพระองค์นำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับบรรพบุรุษในช่วงที่ทำบาปหนักและห่างเหินจากพระเจ้ามากที่สุด !

          ส่วนสาเหตุสุดท้ายที่น่าจะสำคัญที่สุดก็คือ  ชาวยิวถือว่าตนเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาจึง “ดูหมิ่น” คนต่างชาติ พวกเขาเชื่อว่า “พระเจ้าทรงสร้างคนต่างชาติขึ้นมาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับไฟนรก” แต่พระเยซูเจ้าที่พวกเขารู้จักเถือกเถาเหล่ากอดีกลับสอนราวกับว่า “พระเจ้าทรงโปรดปรานคนต่างชาติ” เป็นพิเศษ นี่คือ “รุ่งอรุณ” ของข่าวดีที่นำความรอดมาสู่ “นานาชาติ” ชนิดที่ชาวยิวไม่เคยคาดฝันมาก่อน และไม่มีวันที่จะยอมรับได้ !! วันนั้น หากชาวเมืองนาซาเร็ธไม่อิจฉาหรือมีอคติต่อพระเยซูเจ้า และไม่ถือตัวว่าดีกว่าชนชาติอื่น  พวกเขาคงได้รับ “ข่าวดี” และ “การปลดปล่อย” จากพระองค์ไปแล้ว เหมือนที่วันนี้ พวกเรา “บางคน” ได้รับไปแล้ว !?!?

 

 

ในงานสัมมนาแห่งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับลูกโป่งคนละใบ และถูกขอให้เขียนชื่อตัวเองลงบนลูกโป่ง แล้วเอาไปใส่ไว้ในอีกห้องจนเต็ม จากนั้นพิธีกรได้บอกให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา เข้าไปในห้องนั้นแล้วหาลูกโป่งที่มีชื่อตัวเองนำกลับออกมา ภายใน 5 นาที ห้องนั้นก็เหมือนเกิดจลาจล ทุกคนต่างรีบหาลูกโป่งของตัวเอง เหยียบลูกโป่งคนอื่น ทั้งดึง ทั้งดัน กระทบกระทั่ง ล้มลุกคลุกคลาน สุดท้ายไม่มีใครหาลูกโป่งที่มีชื่อตัวเองอยู่เจอเลย

พิธีกรประกาศให้หยุด แล้วเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาประกาศให้ทุกคนค่อย ๆ หยิบลูกโป่งที่อยู่ตรงหน้า แล้วประกาศเรียกหาเจ้าของชื่อมารับลูกโป่งไป ภายใน 3 นาที ทุกคนได้ลูกโป่งที่มีชื่อของตัวเองครบทุกคน

พิธีกรสรุปให้ฟังว่า…
สังคมของเราเป็นอย่างนี้ ทุกคนต่างมุ่งหาความสุข (ลูกโป่ง) ของตัวเอง โดยไม่สนใจคนอื่น ไม่เอื้ออาทร ไม่แคร์แม้ต้องเหยียบย่ำความสุขของคนอื่น แต่เมื่อใดที่ทุกคนมอบความสุข (ลูกโป่ง) ให้กับเพื่อนร่วมสังคมก่อนทีละคน ทุกคนจะได้ความสุขเท่า ๆ กัน ไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว

ข้อคิดดี ๆ จากไลน์

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.balloonforu.com

อ่านสารวัดเซนต์จอห์นย้อนหลัง
[hfe_template id='3140']